เพราะอะไรคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ถึงไม่อยากมีรถเป็นของตัวเอง

หลายๆคนในประเทศไทยนั้นอาจจะคิดว่าการมีรถยนต์สักคันหนึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไร เพราะส่วนมากแต่ละบ้านสำหรับคนไทยนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีรถยนต์สักหนึ่งคัน หรือบางบ้านบางครอบครัวก็มีหลายคันจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว เพราะประเทศของเรานั้นอาจจะไม่ได้ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วเท่ากับประเทศญี่ปุ่น เราจึงอยากให้ทุกคนมาดูกันว่าเพราะอะไรคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ถึงไม่อยากมีรถเป็นของตัวเอง เพราะเขาต้องเจอกับอะไรที่ทำให้เขาไม่อยากที่จะมีรถสักคัน

1. ระบบการขนส่งสาธารณะดีมาก ๆ
อยากไปไหนก็ไปถึง จึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปโรงเรียนและที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรมากๆ จะเห็นว่าตัวเลขสถิติอัตราการครอบครองรถยนต์ของคนเมืองนั้นจะต่ำกว่าพื้นที่อื่น ๆ โดยเฉพาะโตเกียวและโอซาก้า ที่มีสถิติอัตราการครอบครองรถยนต์ต่ำสุดเป็นอันดับ 1 และ 2 อีกทั้งในช่วงวันหยุด ถ้าตั้งใจจะเดินทางไปไหนไกล ๆ และต้องการใช้รถยนต์ ก็มีทางเลือกหลากหลาย เช่น การเช่ารถเป็นครั้งคราว ซึ่งทางเลือกนี้ช่วยให้เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นมากมายขณะครอบครองรถยนต์ 

2. มีผู้ให้บริการเช่ารถยนต์หลากหลาย และสะดวกสบายมาก
เมื่อวิเคราะห์การใช้ชีวิตในชุมชนเมืองแล้วจะรู้สึกว่า มีโอกาสน้อยมากที่จะได้ขับรถไปไหนมาไหนเอง การเช่ารถเป็นครั้ง ๆ ไป จึงคุ้มกว่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปเมื่อครอบครองรถ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ, ค่าตรวจสภาพรถยนต์, ภาษีรถยนต์ เป็นต้น

มาดูค่าใช้จ่ายเมื่อมีรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง

1. ค่าน้ำมัน
เพราะราคาน้ำมันจะผันแปรตามราคาน้ำมันดิบโลก แต่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่มีในทุก ๆ เดือนอยู่แล้ว ยิ่งเดินทางมาก ยิ่งค่าใช้จ่ายสูง

2. ค่าทางด่วน
ถ้าใครมีโอกาสขับรถที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีข้อสงสัยว่าทำไมค่าทางด่วนที่ญี่ปุ่นแพงเหลือเกิน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศญี่ปุ่นไม่ค่อยมีที่ราบ มีภูเขาเยอะ การสร้างทางด่วนเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองจึงต้องมีการเจาะอุโมงค์หรือทำสะพานค่อนข้างมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการสร้างทางด่วนสูง นั่นทำให้ค่าทางด่วนของญี่ปุ่นนั้นแพงกว่า ค่าทางด่วนในฝรั่งเศสและอิตาลีอีก โดยระยะทางเพียงแค่ 1 กิโลเมตร มีค่าทางด่วนแพงถึง 25 เยน

3. ค่าจอดรถ
ที่ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าค่าจอดรถแพงมาก โดยเฉพาะในตัวเมืองใหญ่ ๆ ถ้าจอดเป็นครั้งคราวไปจะมีค่าใช้จ่ายหลายร้อยเยนต่อชั่วโมง แต่จะถูกลงเมื่อเป็นพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองออกมา แต่สำหรับคนที่ครอบครองรถแล้ว ถ้าบ้านพักอาศัยไม่มีพื้นที่จอดรถ เราอาจจะต้องมีความจำเป็นไปหาที่จอดรถเช่ารายเดือนอีก ซึ่งจากที่ผมหาข้อมูลได้ ค่าเช่าจอดรถรายเดือนในญี่ปุ่นจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8,288 เยน/เดือน แต่สำหรับเมืองใหญ่ที่ดินมีราคาสูงมาก ทำให้ค่าเช่าจอดรถรายเดือนจะแพงเป็นพิเศษ โดยค่าเช่าจอดรถในกรุงโตเกียวจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 เยน/เดือน และในโอซาก้าจะอยู่ที่ประมาณ 25,000 เยน/เดือน

4. ค่าประกันรถยนต์
ที่ญี่ปุ่นจะมีการทำประกันอยู่ 2 ประเภทหลักๆ
– ประเภทแรกคือ Jibaiseki-Hoken (自賠責保険) เป็นประกันความชดเชยค่าเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยที่เกิดขึ้นให้กับคู่กรณี กรณีเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภาคบังคับตามกฎหมาย ผู้ครอบครองรถทุกคนมีหน้าที่ต้องทำประกันตัวนี้ขณะซื้อรถ หรือขณะตรวจสภาพรถยนต์ โดยจะมีค่าใช้จ่าย 25,830 เยนสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ธรรมดา และ 25,070 เยน สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดเล็ก (และมีระยะเวลาคุ้มครองเป็นระยะเวลา 24 เดือน ถ้าประกันหมดก็ต้องซื้ออีกตอนตรวจสภาพรถยนต์)

– ประเภทที่สอง คือ Nini-Hoken (任意保険) เป็นประกันที่สามารถซื้อได้ตามความสมัครใจของผู้ครอบครองรถ มีรูปแบบหลากหลาย และเบี้ยประกันถูกแพงแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ประเภทรถยนต์ อายุผู้ทำประกัน ความคุ้มครองหรือทุนประกัน ระยะทางที่ขับขี่ จึงไม่สามารถระบุค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนเป๊ะๆ ได้ แต่โดยประมาณแล้ว จะมีค่าเบี้ยประกัน 65,000 เยน/ปี สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ธรรมดา และ 55,000 เยน/ปี สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดเล็ก โดยคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะตัดสินใจทำประกันประเภทนี้ด้วย เพื่อให้คุ้มครองได้มากกว่าประกันภาคบังคับ เช่น คุ้มครองชีวิต และคุ้มครองทรัพย์สินผู้ขับขี่ด้วย ซึ่งเป็นประกันที่ได้รับความแพร่หลายมาก โดยสถิติเดือนมีนาคม 2019 ที่ระบุไว้เกี่ยวกับอัตราความแพร่หลายของการทำประกันประเภทนี้ในญี่ปุ่น จะเห็นว่ามีผู้ทำประกันประเภทนี้มากถึง 88.2% ทั่วประเทศ

5. ค่าภาษีรถยนต์
ที่ญี่ปุ่นเมื่อครอบครองรถหนึ่งคัน จะมีภาษีหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ประเภท

  • ภาษีรถยนต์ (Automobile Tax) ซึ่งเป็นภาษีที่ผู้ครอบครองรถจะมีภาระค่าใช้จ่ายทุกปี ถูกแพงขึ้นอยู่กับอัตราการปล่อย CO2 
  • ภาษีคิดตามน้ำหนักของรถ (Automobile Weight Tax) ซึ่งเป็นภาษีที่ผู้ครอบครองรถจะมีภาระค่าใช้จ่าย เมื่อขึ้นทะเบียนรถใหม่ หรือตอนตรวจสภาพรถยนต์ สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ธรรมดา

6. ค่าบำรุงรักษารถยนต์อื่นๆ (ค่าตรวจสภาพรถยนต์, ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์ เป็นต้น)
ที่ญี่ปุ่นจะมีระเบียบการตรวจสภาพรถยนต์ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของผู้ครอบครองรถยนต์ทุกท่าน สำหรับการซื้อรถใหม่ จะต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถยนต์ครั้งแรกใน 3 ปีถัดจากปีที่ซื้อ จากนั้นจะต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถยนต์ทุก ๆ 2 ปี ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพรถยนต์จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพรถยนต์ และผู้ให้บริการ

นอกจากนี้เมื่อวิ่งรถไปได้ซักระยะ อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามประเภทน้ำมันเครื่อง ประเภทยางรถยนต์ และผู้ให้บริการ แต่จะมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลายพันเยน ไปจนถึง 50,000 เยน/ครั้ง

เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหลังจากครอบครองรถยนต์ตามที่ได้ยกตัวอย่างข้างต้น น่าจะเข้าใจว่าทำไมคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยถึงรู้สึกขยาดกับการที่จะต้องเป็นเจ้าของรถใหม่สักหนึ่งคัน ด้วยภาระค่าใช้จ่ายมากมายที่ต้องแบกรับ จะหาที่จอดรถในตัวเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แถมมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพงอีก เมื่อเป็นแบบนี้ การตัดสินใจเลือกที่จะเช่ารถเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น และใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะจึงเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า นี่จึงเป็นสาเหตุว่าเพราะอะไรคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ถึงไม่อยากมีรถเป็นของตัวเอง ไงล่ะ