ปลาข้างตะเภา ปลาข้างตะเภาลายโค้ง ปลาค้างคาวดอยอินทนนท์

ปลาข้างตะเภา
ปลาข้างตะเภ
า (อังกฤษ: Trumpeter, Grunter) สกุลของปลากระดูกแข็ง 3 ชนิด ที่อยู่ในตระกูล Terapontidae ใช้ชื่อสกุลว่า Tetrapon

เป็นปลาขนาดเล็ก ที่หากินบริเวณชายฝั่งทะเลที่เป็นน้ำกร่อยและบริเวณป่าชายเลน ลำตัวค่อนข้างสั้น ปากเล็ก ลำตัวสีขาว และมีแถบสีดำพิงตามลำตัวตั้งแต่ 3-6 แถบตามแนวระดับ ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างไปกันตามแต่ละชนิด มีความสามารถพิเศษ คือ สามารถทำเสียงได้ จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า “ครืดคราด” หรือ “ออดแอด” จัดเป็นปลาที่นิยมบริโภคกันในท้องถิ่นเนื่องจากเป็นปลาขนาดเล็ก และนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม

เจอกระจายจำพวกในเขตอบอุ่น ตั้งแต่สมุทรแดงจนกระทั่งอินโด-แปซิฟิค มีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่

1.Terapon jarbua
2.Terapon puta
3.Terapon theraps

ปลาข้างตะเภาลายโค้ง (อังกฤษ: Target fish, Crescent bass, Tiger bass, Jarbua terapon; จีน: 花身鯻) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำเค็มชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terapon jarbua ในตระกูล Terapontidae เป็นปลาที่หากินบริเวณชายฝั่งทะเลที่เป็นน้ำกร่อย และบริเวณป่าชายเลน สามารถปรับตัวให้อยู่ในน้ำจืดได้ ลำตัวค่อนข้างสั้นปากเล็ก ลำตัวสีขาวเงิน และมีแถบสีดำพาดตามลำตัว 3 แถบ ซึ่งแถบนั้นจะโค้งต่ำลงตอนกลาง เป็นปลาที่มีความว่องไวปราดเปรียวและนิยมอยู่เป็นฝูง

พบกระจายพันธุ์ตั้งแต่ทะเลแดง, ชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก, ซามัว, ทางตอนใต้ของจีนไปจนถึงประเทศออสเตรเลีย ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 36 ซม. มีความสามารถพิเศษเป็น สามารถเปล่งเสียงได้ จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า “ปลาออดแอด” หรือ “ปลาครีดคราด” หรือ “ปลามโหรี” หรือ “ปลาข้างลาย”

เป็นปลาที่ใช้บริโภคกันเฉพาะท้องถิ่น เนื่องจากว่าเป็นปลาขนาดเล็ก รวมทั้งนิยมเลี้ยงเป็นปลางาม ที่มีชื่อเรียกในแวดวงปลาสวยสดงดงามว่า “ปลามงกุฎ”
ปลาค้างคาวภูเขาอินทนนท์ (อังกฤษ: Siamese freshwater batfish, Siamese bat catfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Oreoglanis siamensis) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดขนาดเล็กในชั้นปลาหนังประเภทหนึ่ง ในสกุลปลาแค้ (Sisoridae)
ลักษณะ
มีลักษณะที่แตกต่างไปจากปลาหนังจำพวกอื่นๆตรงที่ครีบหลังและครีบอกไม่มีก้านแข็ง ลำตัวเรียวยาว หัวและก็อกแบนราบ มีหนวด 4 คู่ ปากมีขนาดเล็กอยู่ด้านล่าง ครีบอกและริมฝีปากมีลักษณะคล้ายถ้วยดูด ใช้สำหรับดูดเกาะติดกับกรวดหินในน้ำ ครีบหางปลายมนกลม ครีบอกใหญ่ ครีบก้นมีขนาดเล็ก ลำตัวมีสีน้ำตาลอมเขียว หลังมีแต้มสีจางๆกินอาหารชนิด แมลงน้ำและสัตว์น้ำขนาดเล็ก มีพฤติกรรมวางไข่ใต้ก้อนหิน ไข่มีขนาดเล็ก และก็คอยดูแลไข่

มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 10-15 ซม.

ที่อยู่
พบได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในโลก ที่ลำธารน้ำไหลแรงบนทิวเขาอินทนนท์ และอุทยานแห่งชาติภูเขาอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะพบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร

การค้นพบ
ปลาค้างคาวดอยอินทนนท์ ถูกค้นพบและทำการศึกษาโดย ดร.ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ นักมีนวิทยาชาวอเมริกันที่เข้ามาศึกษาพันธุ์สัตว์น้ำในประเทศไทย โดยได้ตัวอย่างมาจากชาวกะเหรี่ยง ที่จับได้จากลำธารบนดอยอ่างกาหรือดอยอินทนนท์ ในเดือนธันวาคม คริสต์ศักราช 1928 ต่อมาได้มีการสำรวจพบอีกหลายแห่งตามลำธารที่เป็นสาขาของแม่น้ำปิงในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้ถือเป็นชนิดต้นแบบของปลาสกุลนี้ด้วย2

ชื่ออื่น
เป็นปลาที่ถูกใช้ทำเป็นอาหารบริโภคของชาวเขาในท้องถิ่น3 โดยมีชื่อเรียกในภาษาถิ่นว่า “แต๊กหิน” หรือ “แม๊ะหิน” ฯลฯ ปัจจุบันมีสถานะใกล้สูญพันธุ์แล้ว เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนรวมทั้งการที่ถูกจับเป็นจำนวนมาก และนับว่าเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดคุ้มครองชนิดหนึ่งของกรมประมงร่วมกับปลาชนิดอื่นอีก 3 ชนิด (ปลาตะพัด (Scleropages formosus), ปลาเสือตอลายใหญ่ (Datnioides pulcher) และ ปลาหมูอารีย์ (Yasuhikotakia sidthimunki))

ปัจจุบันมีความพยายามจากภาครัฐโดย กรมประมง ในการเพาะขยายพันธุ์ ซึ่งจะกระทำได้เฉพาะบนภูเขาสูงเท่านั้น

น้ำดื่ม 10โยชน์ที่ได้จากการดื่มน้ำ

น้ำดื่ม

น้ำ เป็นองค์ประกอบหลักภายในร่างกายมนุษย์ 55% ถึง 78% การกินน้ำให้พอเพียงและก็เป็นประจำมีประโยชน์ต่อสภาพร่างกายมากมาย ควรจะกินน้ำวันละ 8-10 แก้วต่อวัน และต่อไปนี้คือ 10 ประโยชน์ต่อร่างกายของน้ำที่คุณอาจไม่ทราบมาก่อน

1. บรรเทาความเมื่อยล้า
ความเมื่อยล้าจัดเป็นสัญญาณแรกของร่างกายขาดน้ำก็ว่าได้
เพราะเหตุว่าหัวใจจะทำงานมากขึ้นสำหรับเพื่อการปั้มเลือดที่มีออกสิเจนเข้าไปในกระแสโลหิต และก็ยังส่งผลให้อวัยวะต่างๆทำงานมีประสิทธิภาพลดลง โดยเหตุนั้นการกินน้ำให้พอเพียงก็เลยช่วยทำให้ร่างกายปฏิบัติงานก้าวหน้าขึ้นและก็ลดความเหน็ดเหนื่อยลงได้

2. ช่วยปรับปรุงอารมณ์
การศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยได้ทำให้เห็นว่าการขาดน้ำอย่างอ่อนๆ(หากแม้เพียงแค่ 1-2% ของระดับปกติ) ก็มีผลแง่ลบต่ออารมณ์และความรู้ความเข้าใจในการคิดแล้ว สีของปัสสาวะจะบอกได้ดีถึงระดับของน้ำภายในร่างกาย ยิ่งสีอ่อนๆร่างกายก็ยิ่งมีความชื้น แม้กระนั้นในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดสีแก่ก็แปลว่าร่างกายบางทีอาจกำลังขาดน้ำอยู่

3. รักษาอาการปวดหัวและไมเกรน
ลักษณะของการปวดหัวแล้วก็ไมเกรนมากจะมีต้นเหตุจากร่างกายขาดน้ำ
จากการเล่าเรียนซึ่งพิมพ์ในนิตยสารประสาทวิทยาในยุโรปพบว่า การกินน้ำให้เยอะขึ้นเรื่อยๆจะช่วยลดชั่วโมงรวมทั้งความร้ายแรงของลักษณะของการปวดหัวในกรุ๊ปผู้เข้าร่วมการเรียนได้

4. ช่วยในการย่อยอาหารแล้วก็ท้องผูก
การดื่มน้ำที่น้อยเกินไปอาจจะเป็นผลให้ลำไส้ดึงเอาน้ำออกมาจากอุจจาระในไส้เพื่อรักษาความชื้น ก็เลยทำให้อุจจาระแข็งแล้วก็ยากที่จะถ่ายออกมาได้ ยิ่งถ้าดื่มเป็นน้ำอุ่นและก็จะยิ่งดีต่อระบบการทำงานด้านการย่อยอาหารภายในร่างกายมากยิ่งกว่ากินน้ำเย็นเสียอีก

5. ช่วยลดหุ่น
การกินน้ำ 2 แก้วก่อนมื้อของกิน จะช่วยลดความต้องการของกินและก็ช่วยทำให้การลดความอ้วนเห็นผล ลดแนวโน้มการกินมากเกินควรได้ นอกเหนือจากนั้นยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาไหม้ไขมันภายในร่างกาย แล้วก็ช่วยสำหรับการสลายรวมทั้งกำจัดเซลล์ไขมันได้อีกด้วย

6. ช่วยล้างสารพิษ
น้ำเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียออกมาจากร่างกายผ่านทางเหงื่อรวมทั้งปัสสาวะ รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนหลักการทำงานของไต ลดจำนวนนิ่วในไตโดยเจือจางเกลือรวมทั้งธาตุต่างๆในเยี่ยว แต่การกินน้ำมากจนเกินไปบางทีอาจลดความรู้ความเข้าใจสำหรับการกรองของเสียของไตได้ ควรจะดื่มเมื่อรู้สึกหิว แล้วก็ให้นับรวมของเหลวจำพวกอื่นๆรวมถึงน้ำที่มีในอาหารที่คุณทานด้วย

7. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ปริมาณน้ำที่เพียงพอภายในร่างกายยังช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายอีกด้วย ช่วยทำให้รู้สึกคล่องแคล่วเวลาออกกำลังกาย น้ำช่วยหล่อลื่นข้อต่อแล้วก็กล้ามซึ่งช่วยป้องกันตะคิวรวมทั้งเคล็ดปวดเมื่อยได้

8. ช่วยทำให้ผิวสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
น้ำช่วยทำให้ร่างกายมีความชื้น ทำให้เลือดไหลเวียน ซึ่งช่วยทำให้ผิวมองดูสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและอ่อนกว่าวัย เติมเต็มเนื้อเยื่อ บำรุงผิวพรรณ และก็ช่วยคุ้มครองป้องกันริ้วรอยเล็กๆลดรอยแผลเป็น ลดสิวและก็ริ้วรอยอื่นๆจากสภาวะแก่ก่อนวัยได้ด้วย

9. บรรเทาอาการเมาค้าง
น้ำมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ จึงช่วยขจัดแอลกอฮอล์ที่คุณดื่มเข้าไป เพราะฉะนั้นน้ำก็เลยช่วยร่างกายได้คืนสภาพและรีบการฟื้นฟูสภาพให้เร็วขึ้น

10. ขจัดกลิ่นปาก
น้ำช่วยให้ปากชุ่มชื้น ช่วยล้างเศษอาหารที่หลงเหลือ รวมทั้งยังช่วยเจือจางสารที่นำมาซึ่งกลิ่นเหม็นในปากซึ่งแบคทีเรียสร้างขึ้นมา
ด้วยเหตุนั้นจึงต้องควรกินน้ำให้พอเพียง แล้วก็บ้วนปากด้วยน้ำที่สะอาด โดยเฉพาะหลังมื้ออาหาร

สรุปว่า มันเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ที่จำเป็นต้องกินน้ำให้เพียงพอกับร่างกายในทุกๆวัน เพื่อร่างกายได้รับผลดีจากน้ำอย่างเต็มเปี่ยม แล้วก็ให้มั่นใจว่าคุณกินน้ำที่ผ่านการกรองแล้ว รวมถึงควรจะทานผลไม้รวมทั้งผักชุ่มฉ่ำน้ำต่างๆให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ Covid-19

ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ Covid-19
ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา
การเกิดขึ้นของเชื้อไวรัสโคโรนาสายประเภทใหม่ที่มีการแพร่ขยายไปทั่วก่อให้เกิดปัญหาและความไม่แน่นอนสำหรับในการต่อสู้กับโรคระบาด เชื้อของโควิด-19 เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เหมือนกันกับเชื้อไวรัสอื่นๆในขณะลักษณะสำคัญของเชื้อไวรัสยังคงดังเดิม ความเคลื่อนไหวบางสิ่งที่เรียกว่าการกลายพันธุ์นี้ สามารถส่งผลให้เกิดความไม่เหมือนเป็นอย่างมากในลักษณะเบื้องต้นแล้วก็ผลกระทบจากเชื้อไวรัส เหล่านักวิทยาศาสตร์เพียรพยายามจะแสดงให้เห็นว่าการกลายพันธุ์ของโควิด-19 แพร่ระบาดได้ง่ายเท่าใด จนกระทั่งปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ตรวจเจอการกลายพันธุ์มากยิ่งกว่า 4,000 รายการในส่วนประกอบของเชื้อไวรัสโควิด-19
WHO ได้ทำการแบ่งสายพันธุ์โควิดที่น่ากังวลออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก ๆ
สายพันธุ์อัลฟ่า
สายพันธุ์ B.1.1.7 ที่ตรวจเจอในสหราชอาณาจักรในก.ย. 2020 เป็นครั้งแรกแล้วก็ถัดมาได้รับการตั้งชื่อว่าอัลฟ่า เป็นการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ทีแรกที่ WHO กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตก

ในการศึกษาเรียนรู้ที่ปฏิบัติการโดยศูนย์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของโรคติดเชื้อภายใต้ London School of Hygiene and Tropical Medicine (LSHTM) พบว่าตัวแปรนี้แพร่ระบาดได้ 43%-90% มากยิ่งกว่าประเภทธรรมชาติของโควิด- 19 ในแบบอย่างที่พิจารณาในสหราชอาณาจักร และก็เจอการเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันในการศึกษาวิจัยที่จัดการในประเทศเดนมาร์ก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และก็อเมริกา

อย่างไรก็แล้วแต่ การศึกษาและทำการค้นพบที่ไม่เหมือนกันเกี่ยวกับตัวแปรดังที่กล่าวมาแล้วทำให้อัตราการตายสูงมากขึ้นเช่นเดียวกัน ตัวแปรอัลฟ่าทำให้เสียชีวิตมากขึ้น 71% ดังที่ LSHTM รายงาน 70% ตามมหาวิทยาลัย Exeter 65% ตามสาธารณสุขอังกฤษ และก็ 36% ตาม Imperial College London เมื่อเทียบกับสายพันธุ์โควิด-19 ก่อนหน้าที่ตรวจเจอในสหราชอาณาจักร

ในทางตรงกันข้าม ผู้ชำนาญบอกว่าการศึกษาและทำการค้นพบนี้ได้มาจากการวิเคราะห์แบบอย่างในปริมาณที่จำกัด โดยย้ำว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะสรุปได้ว่าอัตราการตายได้เพิ่มขึ้นในประชากรทั่วๆไป

ด้วยการแพร่ระบาดไปทั่วฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 และก็เปลี่ยนเป็นโรคโควิด-19 ที่โดดเด่น ทำให้ปริมาณผู้ป่วยในหน้าหนาวมากขึ้นเป็นอย่างมากในสหราชอาณาจักร กระทั่งรัฐบาลอังกฤษต้องใช้มาตรการเคอร์ฟิวรวมทั้งกักกันทั้งประเทศอีกทีในวันที่ 4 เดือนมกราคม

โควิดสายพันธุ์เบต้า – ตรวจ
ผู้ติดโรคในบางสายพันธุ์ก็ไม่เจออาการหรือมีลักษณะที่ไม่หนักเลย
สายพันธุ์เบต้า
สายพันธุ์ B.1.351 หรือสายพันธุ์เบต้าถูกตรวจเจอครั้งแรกในแอฟริกาใต้ในตุลาคม 2020 ในนิคมใกล้อ่าวเนลสัน แมนเดลา เชื่อกันว่ามีการกลายพันธุ์ในพฤษภาคม 2020 คาดว่าจะเป็นการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ครั้งแรกที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายพันธุ์ที่ WHO กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล

พบบ่อยในคนวัยหนุ่มวัยสาวที่ไม่มีความเป็นมาโรคกระทันหันมาก่อน และมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรงในกลุ่มอายุมากกว่าเมื่อเทียบกับโรคโควิด-19 ตามธรรมชาติการแพร่ระบาดของสายพันธุ์นี้มั่นใจว่ามีส่วนทำให้ปริมาณผู้ป่วยในแอฟริกาใต้มากขึ้นตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 ถึงต้นปี 2021

การแบ่งปันความคล้ายกันกับสายพันธุ์อัลฟ่า สายพันธุ์เบต้าสร้างการกลายพันธุ์เพิ่มเติมในโปรตีนสไปค์และก็ทำให้มีการเกิดความไม่สาบายใจว่าเชื้อไวรัสบางทีอาจพัฒนาความต้านทานต่อวัคซีนรวมถึงเพิ่มการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

ผู้สร้างวัคซีน Johnson&Johnson, Pfizer-BionTech, AstraZeneca-Oxford, Sinopharm และก็ Moderna แถลงการณ์ว่าสายพันธุ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะลดกำลังการคุ้มครองป้องกันวัคซีนโควิด-19 รวมทั้งพัฒนาความต้านทานต่อแอนติบอดี

สายพันธุ์แกมมา
สายพันธุ์ P.1 ตรวจเจอทีแรกในประเทศญี่ปุ่นในผู้โดยสารที่เดินทางจากบราซิลในมกราคม 2020 และก็ถัดมาตั้งชื่อว่า “แกมมา” ก็เป็นหนึ่งในการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ที่ WHO ชี้แจงว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล

เป็นที่รู้กันดีว่าสายพันธุ์นี้ทำให้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลง 17 รายการในกรดอะมิโนของเชื้อไวรัส 10 ความเคลื่อนไหวที่เจอพวกนี้มีผลต่อโปรตีนสไปก์ ซึ่งช่วยทำให้เชื้อไวรัสสามารถติดตามกับร่างกายของมนุษย์ได้

ในการศึกษาค้นคว้าการวิเคราะห์เลือดที่ปฏิบัติการในตุลาคม 2020 พบว่า 76% ของชาวกรุงมาเนาส์ เมืองหลวงของรัฐอเมซอนนาส ในบราซิล มีแอนติบอดี้ที่ร่างกายของมนุษย์ปรับปรุงขึ้นเพื่อต้านทานโควิด-19 ซึ่งสูงยิ่งกว่าอัตรา 67% ซึ่งระบุว่ามีภูมิต้านทานหมู่

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของการระบาดระบอกใหญ่ในเมืองในเดือนมกราคม ก่อนหน้าที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความกลุ้มใจว่าการเปลี่ยนของเชื้อไวรัสทำให้การคุ้มครองป้องกันแอนติบอดีตามธรรมชาติของร่างกายต่อเชื้อไวรัสจำพวกธรรมชาติไม่ได้เรื่อง และก็บางทีอาจปรับปรุงแรงต้านทานต่อวัคซีนได้

โควิดสายพันธุ์เบต้า – เดลต้า
สายพันธุ์เดลต้ามีการแพร่ระบาดไปแล้วถึง 85 ประเทศทั่วทั้งโลก
สายพันธุ์เดลต้า
ตรวจเจอทีแรกในประเทศอินเดียในตุลาคม 2020 แล้วก็เรียกว่าการกลายพันธุ์แบบสองเท่า สายพันธุ์ 1.617.2 เป็นการกลายพันธุ์ของวัววิด-19 หนสุดท้ายที่ WHO ชี้แจงว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

สายพันธุ์เดลต้าของเชื้อไวรัสซึ่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ในโปรตีนสไปก์ที่บางทีอาจมีผลต่อการติดเชื้อและการดื้อต่อแอนติบอดี คาดว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดระลอกลำดับที่สองของการระบาดใหญ่ ซึ่งเริ่มในมีนาคมในประเทศอินเดีย และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยในทุกๆวันสูงถึง 400,000 เคส

สาธารณสุขอังกฤษเตือนว่าอัตราการแพร่ระบาดของตัวแปรเดลต้าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าตัวแปรอัลฟ่า 51-67% หลังจากการคาดการณ์ในพ.ค. WHO ประกาศเมื่อวันที่ 19 เดือนมิถุนายนในรายงานว่า สายพันธุ์เดลต้าที่แพร่ระบาดได้สูง คาดว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักทั้งโลก

ด้วยเหตุว่าส่งผลให้เกิดอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ เช่น ปวดหัว คอแห้ง น้ำมูกไหล แล้วก็จับไข้ ลักษณะของสายพันธุ์เดลต้าจึงต่างจากโควิด-19 ชนิดก่อนหน้า อย่างเช่น ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ไอ อาการของทางเดินหายใจ และก็ปวดหลัง และก็ยังตรวจเจอว่าสายพันธุ์เดลต้ามีการพัฒนาแรงต้านทานต่อวัคซีนในระดับหนึ่ง

สาธารณสุขอังกฤษทำให้เห็นว่าวัคซีน Pfizer-BionTech และก็ AstraZeneca-Oxford มีคุณภาพ 33% รวมทั้ง Pfizer-BionTech มีคุณภาพ 88% ภายหลังจากฉีดคราวแรกกับสายพันธุ์เดลต้า ในขณะ Pfizer-BionTech มีคุณภาพ 88% และก็ AstraZeneca-Oxford มีคุณภาพ 60% ภายหลังการฉีดโดสลำดับที่สอง

ในการศึกษาเรียนรู้ทางสถานพยาบาล วัคซีนทั้งสองประเภทได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณภาพมากยิ่งกว่า 90% สำหรับการต้านทานโควิด-19 ชนิดธรรมชาติ

โควิดสายพันธุ์เบต้า – จัดการ
ในหลายประเทศก็ยังจำเป็นต้องรับมือกับการระบาดอย่างจริงจังกันต่อไป
สายพันธุ์เดลต้าพลัส
กระทรวงสาธารณสุขประเทศอินเดียประกาศว่าการกลายพันธุ์แบบอนุพันธ์ของสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งปรากฏทีแรกในม.ย. 2021 ได้รับการแยกประเภทเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตก มีการกล่าวว่าการกลายพันธุ์เพิ่มเติมที่เรียกว่า AY.1 ทำให้เชื้อไวรัสแพร่ไปแล้วก็จับกับเซลล์ปอดได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มความต้านทานต่อการดูแลรักษาด้วยแอนติบอดี

แม้ว่าจะมีการตรวจเจอสายพันธุ์เดลต้าพลัสในคนโดยประมาณ 40 คน ใน 3 เมืองของประเทศอินเดีย แต่ก็ยังมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆอีก 9 ประเทศ อย่างเช่น อเมริกา สหราชอาณาจักร ประเทศโปรตุเกส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศโปแลนด์ เนปาล รัสเซีย และก็จีน

ด้านนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่ายังไม่มีข้อมูลพอเพียงที่จะพินิจพิเคราะห์การกลายพันธุ์ใหม่ว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

วิธีไล่มดง่ายๆ ด้วยของใช้ในบ้าน

หลายคนคงเคยเจอปัญหาเรื่องมดบุกบ้าน มดขึ้นที่นอน มดขึ้นผ้าเช็ดตัว มดขึ้นอาหาร หลากหลายปัญหาน่าหงุดหงิดใจ ซึ่งรวม ๆ แล้วไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ เลย เพราะหลายบ้านมีเด็ก และสัตว์เลี้ยง สามารถเกิดอัตรายได้หากโดนมดกัด และในเด็กรวมถึงผู้ใหญ่บางคนมีอาการแพ้พิษที่มาจากมด โดยเฉพาะมดคันไฟ มดตะนอย วันนี้เรารวม วิธีไล่มดง่ายๆ ด้วยของใช้ในบ้าน มาให้แล้ว เป็นวิธีไล่มดจากของใกล้ตัวที่ไม่เน้นใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อคนในบ้าน

สาเหตุที่มดชอบเข้าบ้านแบบไม่ได้รับเชิญ
ก่อนที่จะไปถึงวิธีไล่มด มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า สาเหตุอะไรที่ทำให้มดขึ้นที่นอนหมอนมุ้ง ขึ้นผ้าขนหนูและกัดเสื้อผ้าเป็นรูคืออะไร สำหรับสาเหตุที่มดดำและมดอื่น ๆ ขึ้นอาหาร หลายคนรู้กันอยู่แล้วว่าเกิดจากมดงานที่ออกหาอาหารกลับรัง ส่วนมดที่ขึ้นตามผ้าเช็ดตัวอาจเกิดจากสิ่งสกปรกที่ฝั่งในผ้า อย่างพวก ขี้ไคล หรือมดงานเหล่านี้เกิดหลงทาง และใช้ผ้าเช็ดตัวของเราเป็นทางเดินผ่านเดินกลับรัง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องสภาพอากาศ ฟ้า ฝน ที่ทำให้เหล่ามดดำ มดคันไฟ และสัตว์ร้ายไม่ได้รับเชิญทั้งหลายแห่หนีฝนเข้าบ้านเรานั่นเอง  

วิธีไล่มดด้วยน้ำส้มสายชู
การใช้น้ำส้มสายชู เป็นวิธีไล่มดที่เหล่าร้านค้าร้านอาหารก็ใช้กัน โดยการใช้น้ำส้มสายชู และน้ำเปล่าผสมในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน แล้วนำไปใส่ในขวดสเปรย์ จากนั้นก็นำไปฉีดตามจุดที่มดเดินผ่าน จะทำให้มดไม่เข้ามาในบริเวณดังกล่าว สำหรับตามร้านค้าร้านอาหาร จะใช้ฉีดลงบนโต๊ะกินข้าวก่อนแล้วเช็ดด้วยผ้า

เหตุผลที่มดดำหรือมดประเภทอื่น ๆ ไม่มาในบริเวณที่มีน้ำส้มสายชู เนื่องด้วยกลิ่นของน้ำส้มสายชูมีความฉุนและมีรสเปรี้ยว มด แมลงและสัตว์ที่ดำเนินชีวิตด้วยการใช้จมูกดมกลิ่นนำทางเป็นหลัก มักทนกับกลิ่นน้ำสมสายชูไม่ได้นั่นเอง

วิธีไล่มดด้วยเปลือกไข่
คงมีข้อสงสัยกันใช่ไหมว่าทำไมเปลือกไข่ไล่มดได้ คำตอบคือในเปลือกไข่ที่เราไม่ใช้แล้วนั้น มีกำมะถัน แคลเซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียมคาร์บอเนต แคลเซียม ฟอสเฟต ซึ่งเมื่อโดนความร้อนหรือเผาไหม้จะทำให้สารเหล่านี้เปลี่ยนสถาพและมีฤทธิ์ในการไล่มดได้ เป็นวิธีไล่มดแบบธรรมชาติใกล้ตัวโดยไม่ต้องพึ่งยาฆ่าแมลง 

วิธีไล่มดด้วยเปลือกไข่ ขั้นตอนคือ ให้นำเปลือกไข่ไปตากแดดหรือเผาให้ร้อน แล้วนำไปบดให้ละเอียด หลังจากนั้นให้ผสมน้ำลงไปแล้วทิ้งไว้สัก 20นาที แล้วนำไปเทตรงที่ที่มีมดเดินผ่าน เท่านี้ก็ได้เปลือกไข่ไล่มดที่ทรงประสิทธิภาพ

วิธีไล่มดด้วยน้ำมะนาว
หลักการง่าย ๆ ของการไล่มดด้วยน้ำมะนาว ซึ่งคล้ายกับการใช้น้ำส้มสายชู และเหมาะสำหรับใครที่ไม่ชอบกลิ่นฉุนของน้ำส้มสายชู ด้วยกลิ่นของมะนาวและเปลือกมะนาว จะไปรบกวนการดมกลิ่นของมด นอกจากนี้ในมะนาวยังมีกรดซีตริก ทำให้มะนาวเป็นวิธีไล่มดได้ดีไม่ทำให้มดกลับมาในบริเวณนั้น หลาย ๆ คนจึงนำมะนาวและเปลือกมะนาวไปใส่ไว้ในถังขยะเพื่อเป็นการไล่มดและแมลงสาบ ขั้นตอนคือให้นำน้ำมะนาวผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 แล้วนำไปพ่นตามบริเวณที่มดเดินผ่าน เป็นอีกหนึ่งวิธีไล่มดง่าย ๆ จากของใกล้ตัวโดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง

วิธีไล่มดด้วยขมิ้น
อีกหนึ่งวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ ในบ้านของเราอย่าง “ขมิ้น” เป็นสมุนไพรที่นำมาไล่มดได้ เป็นวิธีไล่มดแบบธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมีแบบย่าฆ่าแมลงให้เป็นอันตราย ในขมิ้นมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยทำให้มีประสิทธิภาพในการไล่มดได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนให้เริ่มจากการนำขมิ้นมาล้างน้ำ ปอกเปลือง และตำให้ละเอียด ผสมน้ำเปล่าแล้วกรองเอาเฉพาะน้ำที่ได้ใส่ขนาดสเปรย์ แล้วนำไปฉีดพ่นในบริเวณที่มดเดินผ่าน 

วิธีไล่มดในข้าวสารด้วยใบมะกรูด
นอกจากปัญหามดในบ้าน มดตามเสื้อผ้าแล้ว ใครที่ซื้อข้าวสารมาไว้ในบ้านนาน ๆ มักจะเจอปัญหามดลงไปในกล่องข้าวสาร มีวิธีไล่มดได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ใบมะกรูด 2 – 3 ใบ นำมาฉีกแบ่งครึ่งเพื่อให้กลิ่นของใบมะกรูดออกมา แล้วนำไปใส่ไว้ในถุงหรือกล่องข้าวสาร สามารถไล่มดได้ หากใบมะกรูดแห้งให้เปลี่ยนใบใหม่ เพราะใบแห้งจะไม่มีกลิ่นนั่นเอง

วิธีไล่มดง่ายๆ ด้วยของใช้ในบ้านส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเปลือกไข่ไล่มด น้ำส้มสายชูไล่มด หรือจะเป็นวิธีไล่มดจากสมุนไพรที่หาได้ใกล้ตัวในบ้านของเรา ล้วนเป็นการกำจัดมดที่ไม่พึ่งยาฆ่าแมลง ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ แถมยังประหยัดเงินอีกด้วย แต่หากจะไล่มดและป้องกันไม่ให้มดมารบกวน ควรดูแลบ้านให้สะอาด เรียบร้อย เก็บของให้เป็นระเบียบอยู่เสมอ ผ้าขนหนูควรซักบ่อย ๆ และปิดฝากล่องของกินให้สนิททุกครั้ง เท่านี้ก็เป็นวิธีไล่มดรวมถึงสัตว์ร้ายอื่น ๆ ได้

ข้อดีและข้อเสียของการออมเงินแต่ละแบบ

ในปัจจุบันนี้การวางแผนการออมเงิน นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการเงินในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีความคล่องมากนัก หากเป็นคนที่พอมีเงินอยู่บ้างแต่ไม่ได้มากนัก ก็ควรจะวางแผนการออมเงินให้ดี เพราะเมื่อถึงยามจำเป็น เราจะได้มีเงินไว้ใช้จ่าย

วันนี้เราจึงจะมาบอก ข้อดีและข้อเสียของการออมเงินแต่ละแบบ กัน ว่าแบบไหนวิธีไหนนั้นเหมาะกับใคร และผู้ที่อยากออมเงินเอาไว้ ก็ควรเลือกวิธีที่คิดว่าตนเองทำได้ด้วย การออมเงินนั้นไม่ยาก แต่ยากตรงที่เราจะออมได้ไหมเท่านั้น

1. การหยอดเหรียญในกระปุก
ข้อดี: สามารถทำได้ง่าย ทำได้เลย เริ่มต้นการเก็บได้ง่าย ตั้เเต่เงินหน่วยเล็ก ๆ ไปหน่อยที่ใหญ่ขึ้นยังได้เลย ซึ่งในบางครั้ง เราก็อาจจะมีหลายกระปุก เเละเป้าหมายในการเก็บที่เเตกต่างกันไป

ข้อเสีย: ถ้าหากว่า เราใจเเข็งไม่พอ ไม่มีวินัยในการออม บอกเลยว่า!! หมดค่ะ เเถมวิธีนี้ไม่มีดอกเบี้ยด้วย

2. เเบบเงินฝาก
ข้อดี: สามารถทำได้ง่าย ความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หายไปไหน เเละสามารถมั่นใจเรื่องดอกเบี้ยได้ รวมไปถึงระยะเวลาในการฝากเงินประเภทนี้ จะช่วยให้เงินไม่ถูกนำไปใช้ตามใจชอบของผู้ออมมากจนเกินไป

ข้อเสีย: ผลตอบเเทนค่อนข้างต่ำ ถ้าเทียบกับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะอย่างที่เราได้บอกไปว่า อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ

3. การซื้อสลากหรือพันธบัตร
ข้อดี: สำหรับวิธีนี้ ค่อนข้างปลอดภัยในการออม เงินต้นไม่หาย ดอกเบี้ยคงที่ เเละยังเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเสี่ยงโชค

ข้อเสีย: อัตราดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อไม่ได้ เเละมีเงื่อนไขระยะเวลามายังคับด้วย โดยออมอย่างน้อย 3 ปี

4. การซื้อประกัน
ข้อดี: เบี้ยประกันหรือผลตอบเเทนค่อนข้างสูง เเละได้ผลตอบเเทนหรือดอกเบี้ยเป็นช่วง ๆ ตามระยะเวลาที่ทางประกันกำหนด

ข้อเสีย: ระยะการจ่ายค่อนข้างนาน ขั้นต่ำ 5 ปี เเะลต้องรอถึงระยะเวลาที่ประกันกำหนดไว้ ถึงจะสามารถได้เงินก้อนที่ทำประกันคืน

5. ชื้อกองทุน
ข้อดี: เราจะได้รับกำไรเป็นภาษีที่ได้รับการลดหย่อนทันที ตามเงินที่เราลงไป เมื่อครบกำหนดระยะเวลา เราก็สามารถขายกองทุนเราได้ เเต่อันตรากำไรนั้น จะขึ้นอยู่กับตัวเเทนขายกองทุน สามารถทำให้เงินงอกเงยได้ขนาดไหน

ข้อเสีย: มีความเสี่ยง อาจจะเกิดเรื่องของบางกองทุน เกิดปัญหาการขาดทุนได้ อันนี้ต้องดูดีดี 

6. ซื้อหุ้น
ข้อดี: ให้ผลตอบเเทนค่อนข้างเร็วเเละสูง สามารถเลือกได้ระหว่างซื้อขาย เพื่อเก็งกำไร หรือซื้อขายเพื่อรอผลตอบเเทน

ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูงมาก ถ้าเทียบกับการออมเงินอื่น ๆ เพราะมันไม่เเน่ ไม่นอน ไม่มีอัตรากำไรหรือขาดทุนที่ชัดเจน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ ข้อดีและข้อเสียของการออมเงินแต่ละแบบ ที่เรานำมาฝากกัน การออมเงินแต่ละแบบแต่ละวิธีนั้นมีความเหมาะสมกับแต่ละคนต่างกันไป เราเหมาะกับการออมเงินแบบไหนก็ควรเลือกพิจารณาได้ตัวเอง เพราะทุกวิธีย่อมมีความเสี่ยงเสมอ

เลือกอาหารสุนัขอย่างไรให้เหมาะสมกับวัย 

ทุกวันนี้นั้นอาหารสุนัขมีให้เลือกมากมายหลายประเภท หลายสูตร และหลายรส จึงอาจเป็นปัญหาเล็กๆสำหรับคนหัดเลี้ยงสุนัขเลยทีเดียว เพราะอาจจะต้องเจอกับความสับสนกันบ้าง เพราะการเลือกอาหารให้สุนัขแสนรักของเรานั้น อาจจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับวัยของเขา เราจึงต้องคำนึงว่าสัตว์เลี้ยงของเรานั้นสามารกินอะไรได้และไม่ได้

วันนี้ เราจึงมีบทความ เลือกอาหารสุนัขอย่างไรให้เหมาะสมกับวัย มาให้ทุกคนได้อ่านกัน จะได้มีความรู้ในด้านอาหารของสุนัขแสนรักของเรามากขึ้น

1. อาหารลูกสุนัขวัยแรกเกิด
ลูกสุนัขวัยแรกเกิดจะกินแต่นมแม่เท่านั้น แม้จะเริ่มโตขึ้นจนมีอายุ 1 เดือน ก็ยังคงกินนมแม่เป็นหลักอยู่ ทว่าเจ้าของต้องคอยหาน้ำสะอาดมาเผื่อไว้ด้วย โดยลูกสุนัขจะหย่านมในช่วงอายุประมาณ 6-8 สัปดาห์

2. อาหารลูกสุนัขอายุ 2-4 เดือน
คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มเลี้ยงสุนัขหลังจากหย่านมแล้ว คือ ช่วงอายุประมาณ 2-4 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่ไม่ควรเปลี่ยนอาหารมากเท่าไรนัก เพราะอาจจะทำให้ปวดท้องได้ ฉะนั้นคนขายมักจะแนะนำและบอกข้อมูลของอาหารชนิดเดิมมาให้เสมอ เพื่อให้ผู้เลี้ยงนำมาผสมกับอาหารใหม่ได้อย่างเหมาะสม โดยในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก ควรผสมอาหารใหม่ในปริมาณเล็กน้อย จากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งลูกสุนัขรู้สึกคุ้นเคยกับอาหาร

ซึ่งอาหารที่เหมาะสำหรับลูกสุนัขวัย 2-4 เดือน คือ อาหารเม็ดที่มีคุณภาพสูงและเป็นสูตรสำหรับลูกสุนัขโดยเฉพาะ เนื่องจากลูกสุนัขจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและหลากหลาย เพื่อช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต โดยสารอาหารที่ลูกสุนัขหลังหย่านมต้องการ ได้แก่ โปรตีน ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อแข็งแรง คาร์โบไฮเดรต ที่ช่วยให้พลังงาน แคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน รวมถึงวิตามินซี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วย

ทั้งนี้ผู้เลี้ยงสามารถให้เนื้อสัตว์และผักหรือข้าวที่ปรุงสุกกับลูกสุนัขได้ตามต้องการ แต่ต้องอยูในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกับอาหารเม็ด ทว่าทางที่ดีควรให้อาหารเม็ดเป็นหลัก นอกจากนี้ต้องหลีกเลี่ยงอาหารดิบอย่างเด็ดขาด เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของสุนัขยังไม่ดีนัก จึงไม่สามารถรับมือกับแบคทีเรียได้

ส่วนปริมาณและความถี่ในการให้อาหารลูกสุนัขวัย 2-4 เดือน ควรแบ่งออกเป็นมื้อเล็ก ๆ แล้วให้อย่างสม่ำเสมอแทน เนื่องจากลูกสุนัขวัยนี้ต้องการสารอาหารและพลังงานสูงและบ่อยนั่นเอง

3. อาหารลูกสุนัขอายุ 4 เดือนขึ้นไป
ลูกสุนัขอายุตั้งแต่ 4 เดือน – 1 ปี อยู่ในวัยกำลังโต จึงต้องการอาหารที่ให้พลังงานที่สูงกว่าสุนัขโตเต็มวัย ฉะนั้นผู้เลี้ยงจำเป็นต้องให้อาหารสูตรสำหรับสุนัขวัยกำลังโตโดยเฉพาะ โดยสัตวแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำว่าควรให้อาหารสูตรสำหรับสุนัขวัยกำลังโตไปจนกว่าสุนัขจะมีขนาดประมาณ 90% ของสุนัขโตเต็มวัย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่อายุประมาณ 12 เดือน สำหรับสุนัขขนาดกลาง และอายุประมาณ 18 เดือนสำหรับสุนัขขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามสำหรับสุนัขขนาดใหญ่ เช่น เกรตเดน, ร็อตไวเลอร์, ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ และโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องให้อาหารสูตรสำหรับสุนัขวัยกำลังโตที่เหมาะกับสุนัขขนาดใหญ่โดยเฉพาะ เพราะสุนัขเหล่านี้โตค่อนข้างเร็ว จึงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกเจริญผิดปกติได้ ถ้าหากได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในอาหารที่เหมาะกับสุนัขขนาดใหญ่จะมีการควบคุมปริมาณแคลอรี่และสารอาหารที่สุนัขควรจะได้รับในแต่ละวันมาอย่างละเอียดแล้วนั่นเอง

นอกเหนือจากนี้ลูกสุนัขอายุ 4 เดือน เป็นวัยที่ฟันแท้กำลังขึ้น จึงต้องการอาหารที่ช่วยกระตุ้นฟัน เช่น กระดูกติดเนื้อดิบ โดยทางที่ดีควรเลือกให้มีเนื้อติดสักหน่อย และกระดูก 1 ชิ้น สามารถให้ลูกสุนัขแทะได้นานถึง 1 สัปดาห์

 ส่วนเรื่องการเปลี่ยนอาหาร ให้สังเกตพฤติกรรมของสุนัขทุกครั้งที่เปลี่ยน เพราะสุนัขอาจจะเกิดอาการแพ้อาหารได้ สำหรับความถี่ในการให้อาหาร ลูกสุนัขวัย 4 เดือนขึ้นไป สามารถลดลงมาเหลือวันละประมาณ 2 ครั้งได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดปริมาณให้พอดี อย่าให้มากหรือน้อยเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา

4. อาหารสุนัขโตเต็มวัย
สุนัขโตเต็มวัยอยู่ในช่วงอายุ 1- 5 ปี สำหรับสุนัขพันธุ์เล็ก และ 1 ปีครึ่ง – 7 ปี สำหรับสุนัขพันธุ์ใหญ่ ซึ่งมีอาหารให้เลือกมากมาย และต้องการบริโภควันละประมาณ 1-2 ครั้ง โดยผู้เลี้ยงควรเลือกเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง พร้อมตรวจสอบสารอาหารให้เหมาะสมกับสุนัขแต่ละตัว ถ้าเป็นไปได้ควรขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์จะดีที่สุด เนื่องจากสุนัขโตแต่เต็มวัยละตัวมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ต้องการอาหารที่แตกต่างกัน เช่น สุนัขที่ทำหมันแล้วและระบบเผาผลาญทำงานช้าลง จะต้องการอาหารสูตรพิเศษ สุนัขที่น้ำหนักเกิน จะต้องการอาหารที่ช่วยควบคุมไขมัน สุนัขที่น้ำหนักน้อย จะต้องการอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย และสุนัขที่เป็นโรคต่าง ๆ จะต้องการอาหารที่ผลิตมาโดยเฉพาะ

นอกเหนือจากนี้ผู้เลี้ยงสามารถให้อาหารสุนัขโตเต็มวัยได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ผัก ปลา กระดูกติดเนื้อดิบ รวมถึงเนื้อสัตว์ทั้งสุกและดิบ ซึ่งสิ่งสำคัญก็เหมือนเดิม คือ การกะปริมาณให้เหมาะสมและสมดุลกับอาหารเม็ด

5. อาหารสุนัขแก่
เมื่อสุนัขมีอายุเพิ่มมากขึ้น อาหารการกินก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยสุนัขแก่จะอยู่ในช่วงอายุ 6-8 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนมาให้อาหารสูตรสำหรับสุนัขแก่โดยเฉพาะ และควรแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่ให้บ่อย ๆ แทน

โดยวิธีเลือกสูตรอาหารให้เหมาะสมกับสุนัขแก่แต่ละตัวจะแตกต่างกันไปตามพฤติกรรม สุขภาพ และสภาพร่างกาย สามารถปรึกษาสัตวแพทย์หรือสังเกตด้วยตัวเองก็ได้ ตัวอย่างเช่น สุนัขที่ทำกิจกรรมน้อยลง ให้เปลี่ยนมาใช้อาหารสูตรไดเอตที่มีปริมาณแคลลอรี่และไขมันน้อยกว่าปกติเพื่อป้องกันปัญหาน้ำหนักเกิน พร้อมทั้งเพิ่มไฟเบอร์ช่วยเสริมการย่อยสลายและโปรตีนช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงไปในตัว หรือสุนัขที่เป็นโรคไขข้ออักเสบ ให้เปลี่ยนมาใช้อาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และกรดไขมันเพื่อช่วยลดอาการอักเสบ พร้อมทั้งเพิ่มกลูโคซามีนและคอนดรอยทินเพื่อช่วยเสริมข้อต่อให้แข็งแรง

นอกเหนือจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มหรือมีโซเดียมสูง เพราะจะทำให้สุนัขแก่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคไตได้ง่าย โดยควรหันมาบริโภคสาหร่ายทะเลบ่อย ๆ เพราะอุดมไปด้วยไอโอดีนที่ช่วยเสริมการทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือจะเป็นเมล็ดจากต้นลินินหรือเมล็ดแฟลกซ์ ก็ดีงามไม่แพ้กัน เพราะช่วยบำรุงสุขภาพได้หลายอย่าง เช่น ช่วยดูแลอวัยวะในร่างกายและบำรุงผิวพรรณให้ดูดี

เมื่อเรารู้แล้วว่า เลือกอาหารสุนัขอย่างไรให้เหมาะสมกับวัย เราก็อย่าลืมนำไปใช้ด้วย เพราะสุนัขแต่ละวัยนั้นแข็งแรงต่างกัน สุขภาพต่างกัน  ดังนั้นในเมื่อเลี้ยงเขาแล้ว ก็ต้องใส่ใจและดูแลให้เหมาะสม จะได้ทำให้สุนัขอยู่เป็นเพื่อนซี้สี่ขาของเราไปได้นาน ๆ นั่นเอง

แนวทางส่องประชาสัมพันธ์ของคู่ปรับแบบฟรีๆด้วย Ad Library

คุณจะเหนือกว่ามากแค่ไหน ? ถ้าหากคุณสามารถทราบได้ว่าคู่แข่งขันของคุณกำลังประชาสัมพันธ์อะไรอยู่

     ในตอน พ.ค.ก่อนหน้านี้ (ปี 2019) Facebook ได้ทำปลดปล่อยฟีเจอร์ใหม่ “Ad Library” ซึ่งมันเป็นฐานข้อมูลที่เก็บรวบรวม Ads ทั้งสิ้นที่กำลังดำเนินงานอยู่บน Facebook โดยพวกเขาตั้งมั่นปรับปรุงมันออกมาเพื่อความโปร่งใสของโปรโมทที่มากขึ้น ภายหลังที่มีพรรคการเมืองใช้มันเพื่อผลตอบแทนสำหรับการลงคะแนนเสียงผู้นำสหรัฐ เมื่อปี 2016 แต่ว่านอกจากคุณประโยชน์เรื่องความโปร่งสบายใสแล้ว มันก็ยังเปลี่ยนมาเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำหรับนักการตลาดสาย Spy ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เพื่อส่องข้อมูลประชาสัมพันธ์ของคู่ปรปักษ์ได้อีกด้วย

     ซึ่งในเนื้อหานี้เอง ผมก็ได้นำวิธีการใช้ฟีเจอร์ Ad Library เพื่อพินิจพิจารณาประชาสัมพันธ์ของคู่แข่งขันมาฝากทุกคน (จะอยู่ในประเด็นต่อไป) เมื่อก่อนอื่นเลย พวกเราจะไปศึกษาเล่าเรียนนิยามแล้วก็วิธีการใช้งานมันพื้นฐานกันก่อน

นิยามของ Ad Library จาก Facebook

     จำเป็นต้องชี้แจงก่อนว่าฟีเจอร์ Ad Library นั้นถูกปรับปรุงมาจากฟีเจอร์เดิมเป็น Ad Archive ที่ได้ปลดปล่อยออกมาในปี 2018 โดยผู้ใช้จะสามารถมองได้เฉพาะข้อมูลโปรโมทที่เกี่ยวโยงกับการบ้านการเมืองแล้วก็ใจความสำคัญในเรื่องแผนการต่างๆ แค่นั้น แม้กระนั้นสำหรับฟีเจอร์ Ad Library นั้นก็ได้ขยายขอบเขตของฟังก์ชั่นการใช้แรงงานให้เพิ่มมากขึ้น โดยมันอนุญาตให้ท่านสามารถค้นหาและก็มองข้อมูลของโปรโมทบน Facebook ได้อย่างอิสระเยอะขึ้น ไม่ว่าประชาสัมพันธ์พวกนั้นจะอยู่ในพวกไหน และไม่ว่าคุณจะเป็นจุดมุ่งหมายของประชาสัมพันธ์พวกนั้นไหม คุณก็สามารถมองได้

โดย Facebook ได้นิยามคอนเซปต์ของฟีเจอร์นี้ไว้ว่า :
– Available to everyone : ใครก็ช่างที่มีลิงก์สามารถค้นหาและก็มองข้อมูลการโฆษณาบน Facebook ของแต่ละเพจได้ ไม่ว่าเพจนั้นจะเป็น Brand, Publisher หรือ Influencer ก็ตาม แม้กระนั้นในกรณีถ้าเกิดรายละเอียดในประชาสัมพันธ์นั้นอยู่ในชนิดที่จำกัด (อาทิเช่น ประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ หรือการเดิมพัน) Facebook ก็จะไม่แสดงข้อมูลนั้นต่อผู้ใช้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

– Completely searchable : คุณสามารถค้นหาได้ด้วยการใส่ชื่อเพจลงไปในช่อง Search ซึ่งจะเป็น บุคคล หน่วยงาน หรือสินค้า ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะกำลังค้นหาเพจที่ขายของชนิดเดียวกันกับคุณ หรือหาบุคคลที่เป็นนักการตลาดสายเดียวกับคุณ ก็สามารถทำเป็น จะมองเห็นได้ว่าคอนเซปต์ของ Facebook นั้นเป็นการตั้งมั่นทำให้โปรโมทต่างๆมองเป็นสาธารณะเยอะขึ้นเรื่อยๆ และก็ทำให้ผู้ใช้ทั่วๆไปรวมทั้งผู้ประกอบกิจการหรือนักการตลาดอย่างพวกเราสามารถเข้าถึงมันได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

วิธีการใช้งาน Ad Library
ขั้นตอนการเข้าไปใช้งานมันจะมีทั้งปวง 2 แนวทาง เป็น

1. คุณสามารถเข้าไปที่หน้าของ Ad library ได้โดยตรงเลยที่ลิงก์ : https://www.facebook.com/ads/library รวมทั้งค้นหาในช่อง Search

2. อีกหนึ่งแนวทางก็ เป็นการเข้าไปในเพจนั้นๆแล้วก็เลือกที่ “Page Transparency” ที่อยู่ทางด้านขวาของเพจ แล้วก็คลิ๊ก ‘See more’ หลังจากนั้นก็เลื่อนลงมาในเซคชั่น “Ads From This Page” แล้วก็คลิ๊กที่ ‘Go to Ad Library’ เท่านี้คุณก็สามารถมองรายละเอียดโปรโมทของเพจดังที่ได้กล่าวมาแล้วได้แล้ว

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเรื่อยๆ คุณสามารถมองวิธีการใช้งานได้จากวิดีโอข้างล่างนี้ครับผม 

ที่สำคัญเป็น คุณสามารถใช้งานมันได้โดยไม่จำเป็นจะต้องล็อคอิน Facebook Account ของคุณเลยด้วย เอาหล่ะขอรับ ต่อนี้ไปคุณก็คงจะรู้เรื่องวิธีการใช้งานมันแล้ว ถัดไปก็ถึงเวลาที่คุณจะได้ศึกษาแล้วว่า ถ้าหากพวกเราจะใช้ฟีพบร์ Ad Library สำหรับในการส่องคู่ปรับของพวกเรา จะต้องส่องเช่นไร ? แล้วพินิจพิจารณาจากอะไรเป็นหลัก ?

ไปดูกันเลย
5 จุดที่จำต้องพอใจเมื่อใช้ Ad Library สำหรับการส่องคู่ต่อสู้
ถึงนี้ มั่นใจว่าคุณก็อาจมีความคิดว่าต้องการจะเริ่มแล้ว แม้กระนั้นบางครั้งก็อาจจะยังวุ่นวายว่าควรจะเริ่มอย่างไร คราวนี้ผมก็เลยจะมาช่วยนำทางคุณด้วย 7 ขั้นตอนข้างล่างนี้เลยขอรับ

     1. แบบการเขียน Copy Writing
วิธีสำหรับเพื่อการสังเกตุการเขียน Copy Wirting ของคู่ต่อสู้ก็คือ :

– พวกเขามีสไตล์การเขียนเช่นไร ?

– พวกเขาใช้โทนเสียง (Tone of voice) แบบไหนสำหรับเพื่อการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ?

– พวกเขาเลือกใช้การวาดแบบ Long – form หรือ Short – form ?

– พวกเขาใช้เคล็ดลับอื่นๆเพื่อคอนเทนต์มองเข้าถึงง่ายไหม (ดังเช่น การใส่ Emoji ฯลฯ)

     สิ่งพวกนี้บางครั้งก็อาจจะดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่แม้กระนั้นถ้าเกิดพินิจพิจารณาออกมาแล้ว คุณจะได้ทราบอะไรหลายๆอย่างจากมัน อาทิเช่น พวกเขามีกรุ๊ปลูกค้าแบบไหน (จากการใช้ภาษาหรือคำ) หรือก็จะสามารถพูดได้ว่าด้วยการติดต่อสื่อสารอย่างนี้ มันเข้าถึงกรุ๊ปลูกค้าพวกนั้นได้ดิบได้ดีมากแค่ไหนนั่นเอง

     ดังเช่นว่า Hubspot โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการทางด้าน Inbound Marketing and Sales โดยพวกเราจะสามารถสังเกตุได้จาก Ads ของพวกเขาว่า พวกเขามีการใช้ลักษณะของ Ad , CTA (Call to action) แล้วก็รูปภาพที่แบบเดียวกัน แม้กระนั้นใช้ต้นแบบการเขียน Copy writing ที่ไม่เหมือนกัน ดังนี้เพื่อทดลองว่าต้นแบบการเขียนแบบไหนที่เวิร์คที่สุด

     2. Title ของลิงก์เว็บ
Title ของลิงก์เว็บเป็นอีกหนึ่งอย่างซึ่งสามารถยั่วยวนใจกลุ่มเป้าหมายก้าวหน้า ซึ่งเพียงเปลี่ยนแปลงคอนเทนต์ของ Title นั้น กลุ่มเป้าหมายก็บางทีอาจจะแปลงได้ด้วยเหมือนกันนานัปการเพจก็เลยชอบทดลองด้วยประโยคที่มากมาย

แบบอย่างจาก Hubspot (อีกเหมือนเคย) เว้นเสียแต่ Copy Writing แล้ว พวกเขาได้กระทำการทดลองกับคอนเทนต์ Title ของลิงก์เว็บอย่างเดียวกัน โดยจะสังเกตุได้ว่าพวกเขานั้นใช้รูปภาพ รวมทั้งต้นแบบประชาสัมพันธ์ที่แบบเดียวกัน แต่ว่าไม่เหมือนกันที่ Title ของลิงก์นั่นเอง

     3. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของดีไซน์
รูปหรือวิดีโอมักเป็นอย่างแรกๆซึ่งสามารถหยุดสายตาของผู้ที่กำลังเลื่อนจออยู่ได้ ซึ่งถ้าหากรูปภาพหรือวิดีโอพวกนั้นมีดีไซน์ที่สวยสดงดงาม พร้อมทั้งคอนเซปต์ที่ประดิษฐ์แล้วก็น่าดึงดูดแล้ว มันก็จะยิ่งเพิ่มช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะต้องการทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์หรือคำแนะนำของคุณมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังเช่น Canva เว็บสำหรับในการดีไซน์วางแบบ Artwork ต่างๆที่พวกเขาเลือกใช้วิดีโอใน Ad ของพวกเขา ซึ่งมีทั้งยังวิดีโอที่มีชีวิตชีวาสะดุดตา และก็วิดีโอแบบเรียบง่ายแม้กระนั้นเข้าถึงได้ เพื่อเย้ายวนใจกรุ๊ปลูกค้าที่แตกต่างนั่นเอง

     4. Format ของโปรโมท
ปัจจุบันนี้โปรโมทบน Facebook นั้นมีหลายชนิด ดังเช่นว่า

– Image Ads : ประชาสัมพันธ์ที่เป็นรูปภาพ

– Video Ads : โปรโมทที่ใช้วิดีโอ

– SlideShow Ads : ประชาสัมพันธ์แบบรูปภาพที่เลื่อนไปเรื่อย

– Carousel Ads : ประชาสัมพันธ์แบบเป็นเซ็งามปภาพหรือวิดีโอ

ซึ่งแต่ละจำพวกก็จะมีความไม่เหมือนกัน โดยคุณสามารถใช้มันส่องได้ว่าโปรโมทแบบไหนจะเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์หรือข้อแนะนำของพวกเรา ได้แก่ ถ้าเกิดผลิตภัณฑ์ของคุณมีหลายชนิด คุณอาจจะได้ศึกษาและทำการค้นพบว่า การใช้ประชาสัมพันธ์แบบ Carousel Ads นั้นได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าการเลือกประชาสัมพันธ์แบบ Image Ads ที่เป็นรูปภาพลำพังๆ

แบบอย่างจาก Target ซึ่งเป็น Re-tailer เจ้าดังของสหรัฐ โดยเพจของพวกเขาเองก็ได้ใช้ลักษณะของประชาสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนกัน

   5. ปุ่ม Call – to – Action
อย่างที่รู้กันว่า Facebook Ads นั้นสามารถใส่ปุ่ม CTA ได้นานาประการ ไม่ว่าจะเป็น
Send Message
Apply now
Book Now
Contact Us
Download
Get Offer
Get showtime
Learn More
แต่ละปุ่มก็จะถูกใช้ประโยชน์ในจุดมุ่งหมายที่นาๆประการ ดังนี้คุณก็สามารถมองได้ว่าคู่ปรับของคุณใช้ CTA แบบไหนในแคมเปญโปรโมทนั้นๆอาทิเช่น Nike ที่ใน 1 แคมเปญ พวกเขาก็ได้ใช้ CTA ที่นานัปการ

สรุป
     หวังว่าคุณเองจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับฟีเจอร์ Ad Library เยอะขึ้นเรื่อยๆและก็สามารถนำมันไปใช้ส่องคู่ปรับหรือแบรนด์โปรดของคุณได้จากการอ่านเนื้อหานี้

แต่ว่าแม้กระนั้น คุณไม่สมควรใช้วัสดุนี้เพื่อเป้าประสงค์สำหรับเพื่อการเลียนแบบ แม้กระนั้นควรจะใช้มันเพื่อค้นหาความคิดใหม่ๆในการพัฒนาประชาสัมพันธ์ Paid Campaign บนเพจ Facebook ของคุณขอรับ