ความรัก ทำไมถึงเลิกกันทั้งที่ยังรัก?

ความรัก ทำไมถึงเลิกกันทั้งที่ยังรัก?
ความรักไม่ได้ง่าย – เว้นแต่ทุกข้อที่กล่าวมาเราก็มีความคิดเห็นว่ามันยากอยู่แล้วนั่นก็ใช่ แต่ไม่ได้จะเขียนวนซ้ำมุมเดิมๆเนื่องจากว่าที่ว่ายากความหมายหนึ่ง ซึ่งหลายๆคนล้วนมีประสบการณ์ คือเมื่อเคยมี “รักแรกพบ” แล้ว จังหวะน้อยนักที่จะเป็น “รักเดียวใจเดียว” ไปทั้งชีวิต บางคนพบว่ามันยังไม่ใช่ บางคนพบว่ามันใช่.. แต่กับเราฝ่ายเดียว กับเขาไม่ใช่ เราล้วนได้ประสบการณ์กับทุกการมีรักเสมอ ซึ่งจะยังเรียกประสบการณ์นั้นว่า “รัก” อยู่ไหม ก็ตามแต่กันไป..
แต่ที่แน่นอนนี่คือสิ่งยืนยันว่า มันไม่ง่ายเลย เพราะถ้าเกิดง่ายทุกคนอาจจะตัดสินใจในรักใดแล้ว

คงสำเร็จสมหวังกันไปหมด ถ้าประเมินเป็นสัดส่วนหรืออัตราความสำเร็จว่ากันจริงๆอาจจะไม่ถึงครึ่งแน่ๆ เพราะเหตุว่าหากชีวิตพวกเราเคยมีรัก (หรือมีความคิดว่ารัก) เกิน 2 คน ก็พอๆกับว่าไม่ถึงครึ่งแล้ว เช่นนี้จึงไม่น่าจะผิดที่พูดว่า “รักไม่ได้ง่าย” มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีรูปแบบบังคับ แถมยังสรุปแทนคนไหนกันไม่ได้อีกด้วยรวมทั้งมันยากที่จะหาคำตอบว่า เพราะเหตุใด “รักแล้วยังน้อยเกินไป” ในเมื่อแรกเริ่มต่างฝ่ายต่างพูดได้เต็มปากว่ารัก แต่ไม่นานก็เปลี่ยนไป กระทั่ง ในบางคู่ที่พูดว่าเลิกกัน แต่ว่า “ยังรัก” อยู่ ยิ่งน่ามหัศจรรย์ ในเมื่อ ยังรักเพราะเหตุใดจำเป็นต้องเลิก? ผมไม่สรุปว่ามันถูกหรือไม่ถูก ใช่หรือเปล่า แต่สรุปได้แน่นอนว่า “ความรักนี้ ไม่ง่ายเลย”

(ข้อเสริม)
สัญชาติญาณ และ เคมีในสมอง – คงจะเกิดเรื่องที่ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าเกี่ยวข้องกันตามความเป็นจริง สัญชาตญาณ นั้นส่งผลต่อการสืบพันธ์ มีส่วนกระตุ้นฮอร์โมนให้เกิดความต้องการสืบพันธุ์ แต่ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ในมนุษย์ที่ปรับปรุงมาจนซับซ้อนนั้น ดันมีสมองใหม่ Neocortex ที่ก้าวไกลแยกมนุษย์แตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่น ก็เลยทำให้รักมากยิ่งกว่าแค่จะสืบพันธุ์ แบบตรงๆและจะว่าไป บางครั้งไม่รักก็ยังต้องการสืบพันธุ์ หรือรักแม้กระนั้นมิได้คิดสืบพันธุ์มันก็มีอีก รักในที่นี้จึงเป็นคนละเรื่องกัน…
หลายข้อมูลที่ได้มาจากงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัย บทความศึกษาค้นคว้า ที่เกี่ยวกับเคมีในสมองสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก ถ้าหากจะกล่าวถึงความรักแล้ว จากที่อ่านๆมาก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ทำนองว่า ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน พูดอีกนัยหนึ่ง เมื่อรักเคมีก็เลยกำเนิด หรือเคมีกำเนิดก่อน

แม้กระนั้นจำเป็นต้องเห็นด้วยว่าเคมีส่งผล ในส่วนใดส่วนหนึ่งนั้นแม้ว่าจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่า กลไลร่างกายและความคิดจิตใจเป็นส่วนเดียวกัน หรือเชื่อมโยงกัน ด้วยสารเคมีของสมอง อย่างเช่นพวกเราทำให้คนเป็นสุขได้โดยทันทีด้วยเคมีบางตัว ที่ไม่ขอชี้แจงให้สลับซับซ้อน แต่ว่ามันก็ซับซ้อนอยู่ดี ที่เราจะแบ่งแยกว่า รักคืออะไรในกายและสมองพวกเรา แล้วพวกเราจะบังคับเคมีพวกนี้ได้ยังไงเพราะที่สุดแล้วมันไม่ใช่ง่าย หรือจะหาเรื่องผลมาจบได้อย่างง่ายๆแม้จะทำได้แต่ก็เกือบเข้าขั้นไม่มีทางเป็นไปได้คล้ายๆกับที่คุณจะต้องมีสุขตลอดเวลา ด้วยสารเคมีตัวหนึ่ง…

ดังนี้แล้วถ้าเกิดจะอธิบายรัก ในมุมนี้ ความหมายรักในมุมนี้ นอกจากยากจะเข้าใจแล้ว ยังยากที่จะทำอะไรกับมันได้ รวมทั้งบางทีอาจ สับสนกว่าเก่าก็ได้ว่าพวกเราต้องการอะไร ในคำว่า “รัก” และหากพยายามไปรู้เรื่องในเชิงวิทยาศาสตร์ขนาดนี้ บางทีคุณก็ไม่รู้สึกว่า “รัก” เป็นสิ่งหนึ่ง แต่จะมองว่ามัน “ไม่มีอะไร” ไม่มีเหตุผล (เหมือนข้อ 1 อยู่ดี) ไม่สนใจ หรือไร้รัก ไปได้เลย เพราะมันไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว เป็นแค่ปฏิกิริยาสมอง…

ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ Covid-19

ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ Covid-19
ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา
การเกิดขึ้นของเชื้อไวรัสโคโรนาสายประเภทใหม่ที่มีการแพร่ขยายไปทั่วก่อให้เกิดปัญหาและความไม่แน่นอนสำหรับในการต่อสู้กับโรคระบาด เชื้อของโควิด-19 เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เหมือนกันกับเชื้อไวรัสอื่นๆในขณะลักษณะสำคัญของเชื้อไวรัสยังคงดังเดิม ความเคลื่อนไหวบางสิ่งที่เรียกว่าการกลายพันธุ์นี้ สามารถส่งผลให้เกิดความไม่เหมือนเป็นอย่างมากในลักษณะเบื้องต้นแล้วก็ผลกระทบจากเชื้อไวรัส เหล่านักวิทยาศาสตร์เพียรพยายามจะแสดงให้เห็นว่าการกลายพันธุ์ของโควิด-19 แพร่ระบาดได้ง่ายเท่าใด จนกระทั่งปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ตรวจเจอการกลายพันธุ์มากยิ่งกว่า 4,000 รายการในส่วนประกอบของเชื้อไวรัสโควิด-19
WHO ได้ทำการแบ่งสายพันธุ์โควิดที่น่ากังวลออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก ๆ
สายพันธุ์อัลฟ่า
สายพันธุ์ B.1.1.7 ที่ตรวจเจอในสหราชอาณาจักรในก.ย. 2020 เป็นครั้งแรกแล้วก็ถัดมาได้รับการตั้งชื่อว่าอัลฟ่า เป็นการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ทีแรกที่ WHO กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตก

ในการศึกษาเรียนรู้ที่ปฏิบัติการโดยศูนย์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของโรคติดเชื้อภายใต้ London School of Hygiene and Tropical Medicine (LSHTM) พบว่าตัวแปรนี้แพร่ระบาดได้ 43%-90% มากยิ่งกว่าประเภทธรรมชาติของโควิด- 19 ในแบบอย่างที่พิจารณาในสหราชอาณาจักร และก็เจอการเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันในการศึกษาวิจัยที่จัดการในประเทศเดนมาร์ก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และก็อเมริกา

อย่างไรก็แล้วแต่ การศึกษาและทำการค้นพบที่ไม่เหมือนกันเกี่ยวกับตัวแปรดังที่กล่าวมาแล้วทำให้อัตราการตายสูงมากขึ้นเช่นเดียวกัน ตัวแปรอัลฟ่าทำให้เสียชีวิตมากขึ้น 71% ดังที่ LSHTM รายงาน 70% ตามมหาวิทยาลัย Exeter 65% ตามสาธารณสุขอังกฤษ และก็ 36% ตาม Imperial College London เมื่อเทียบกับสายพันธุ์โควิด-19 ก่อนหน้าที่ตรวจเจอในสหราชอาณาจักร

ในทางตรงกันข้าม ผู้ชำนาญบอกว่าการศึกษาและทำการค้นพบนี้ได้มาจากการวิเคราะห์แบบอย่างในปริมาณที่จำกัด โดยย้ำว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะสรุปได้ว่าอัตราการตายได้เพิ่มขึ้นในประชากรทั่วๆไป

ด้วยการแพร่ระบาดไปทั่วฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 และก็เปลี่ยนเป็นโรคโควิด-19 ที่โดดเด่น ทำให้ปริมาณผู้ป่วยในหน้าหนาวมากขึ้นเป็นอย่างมากในสหราชอาณาจักร กระทั่งรัฐบาลอังกฤษต้องใช้มาตรการเคอร์ฟิวรวมทั้งกักกันทั้งประเทศอีกทีในวันที่ 4 เดือนมกราคม

โควิดสายพันธุ์เบต้า – ตรวจ
ผู้ติดโรคในบางสายพันธุ์ก็ไม่เจออาการหรือมีลักษณะที่ไม่หนักเลย
สายพันธุ์เบต้า
สายพันธุ์ B.1.351 หรือสายพันธุ์เบต้าถูกตรวจเจอครั้งแรกในแอฟริกาใต้ในตุลาคม 2020 ในนิคมใกล้อ่าวเนลสัน แมนเดลา เชื่อกันว่ามีการกลายพันธุ์ในพฤษภาคม 2020 คาดว่าจะเป็นการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ครั้งแรกที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายพันธุ์ที่ WHO กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล

พบบ่อยในคนวัยหนุ่มวัยสาวที่ไม่มีความเป็นมาโรคกระทันหันมาก่อน และมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรงในกลุ่มอายุมากกว่าเมื่อเทียบกับโรคโควิด-19 ตามธรรมชาติการแพร่ระบาดของสายพันธุ์นี้มั่นใจว่ามีส่วนทำให้ปริมาณผู้ป่วยในแอฟริกาใต้มากขึ้นตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 ถึงต้นปี 2021

การแบ่งปันความคล้ายกันกับสายพันธุ์อัลฟ่า สายพันธุ์เบต้าสร้างการกลายพันธุ์เพิ่มเติมในโปรตีนสไปค์และก็ทำให้มีการเกิดความไม่สาบายใจว่าเชื้อไวรัสบางทีอาจพัฒนาความต้านทานต่อวัคซีนรวมถึงเพิ่มการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

ผู้สร้างวัคซีน Johnson&Johnson, Pfizer-BionTech, AstraZeneca-Oxford, Sinopharm และก็ Moderna แถลงการณ์ว่าสายพันธุ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะลดกำลังการคุ้มครองป้องกันวัคซีนโควิด-19 รวมทั้งพัฒนาความต้านทานต่อแอนติบอดี

สายพันธุ์แกมมา
สายพันธุ์ P.1 ตรวจเจอทีแรกในประเทศญี่ปุ่นในผู้โดยสารที่เดินทางจากบราซิลในมกราคม 2020 และก็ถัดมาตั้งชื่อว่า “แกมมา” ก็เป็นหนึ่งในการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ที่ WHO ชี้แจงว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล

เป็นที่รู้กันดีว่าสายพันธุ์นี้ทำให้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลง 17 รายการในกรดอะมิโนของเชื้อไวรัส 10 ความเคลื่อนไหวที่เจอพวกนี้มีผลต่อโปรตีนสไปก์ ซึ่งช่วยทำให้เชื้อไวรัสสามารถติดตามกับร่างกายของมนุษย์ได้

ในการศึกษาค้นคว้าการวิเคราะห์เลือดที่ปฏิบัติการในตุลาคม 2020 พบว่า 76% ของชาวกรุงมาเนาส์ เมืองหลวงของรัฐอเมซอนนาส ในบราซิล มีแอนติบอดี้ที่ร่างกายของมนุษย์ปรับปรุงขึ้นเพื่อต้านทานโควิด-19 ซึ่งสูงยิ่งกว่าอัตรา 67% ซึ่งระบุว่ามีภูมิต้านทานหมู่

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของการระบาดระบอกใหญ่ในเมืองในเดือนมกราคม ก่อนหน้าที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความกลุ้มใจว่าการเปลี่ยนของเชื้อไวรัสทำให้การคุ้มครองป้องกันแอนติบอดีตามธรรมชาติของร่างกายต่อเชื้อไวรัสจำพวกธรรมชาติไม่ได้เรื่อง และก็บางทีอาจปรับปรุงแรงต้านทานต่อวัคซีนได้

โควิดสายพันธุ์เบต้า – เดลต้า
สายพันธุ์เดลต้ามีการแพร่ระบาดไปแล้วถึง 85 ประเทศทั่วทั้งโลก
สายพันธุ์เดลต้า
ตรวจเจอทีแรกในประเทศอินเดียในตุลาคม 2020 แล้วก็เรียกว่าการกลายพันธุ์แบบสองเท่า สายพันธุ์ 1.617.2 เป็นการกลายพันธุ์ของวัววิด-19 หนสุดท้ายที่ WHO ชี้แจงว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

สายพันธุ์เดลต้าของเชื้อไวรัสซึ่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ในโปรตีนสไปก์ที่บางทีอาจมีผลต่อการติดเชื้อและการดื้อต่อแอนติบอดี คาดว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดระลอกลำดับที่สองของการระบาดใหญ่ ซึ่งเริ่มในมีนาคมในประเทศอินเดีย และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยในทุกๆวันสูงถึง 400,000 เคส

สาธารณสุขอังกฤษเตือนว่าอัตราการแพร่ระบาดของตัวแปรเดลต้าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าตัวแปรอัลฟ่า 51-67% หลังจากการคาดการณ์ในพ.ค. WHO ประกาศเมื่อวันที่ 19 เดือนมิถุนายนในรายงานว่า สายพันธุ์เดลต้าที่แพร่ระบาดได้สูง คาดว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักทั้งโลก

ด้วยเหตุว่าส่งผลให้เกิดอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ เช่น ปวดหัว คอแห้ง น้ำมูกไหล แล้วก็จับไข้ ลักษณะของสายพันธุ์เดลต้าจึงต่างจากโควิด-19 ชนิดก่อนหน้า อย่างเช่น ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ไอ อาการของทางเดินหายใจ และก็ปวดหลัง และก็ยังตรวจเจอว่าสายพันธุ์เดลต้ามีการพัฒนาแรงต้านทานต่อวัคซีนในระดับหนึ่ง

สาธารณสุขอังกฤษทำให้เห็นว่าวัคซีน Pfizer-BionTech และก็ AstraZeneca-Oxford มีคุณภาพ 33% รวมทั้ง Pfizer-BionTech มีคุณภาพ 88% ภายหลังจากฉีดคราวแรกกับสายพันธุ์เดลต้า ในขณะ Pfizer-BionTech มีคุณภาพ 88% และก็ AstraZeneca-Oxford มีคุณภาพ 60% ภายหลังการฉีดโดสลำดับที่สอง

ในการศึกษาเรียนรู้ทางสถานพยาบาล วัคซีนทั้งสองประเภทได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณภาพมากยิ่งกว่า 90% สำหรับการต้านทานโควิด-19 ชนิดธรรมชาติ

โควิดสายพันธุ์เบต้า – จัดการ
ในหลายประเทศก็ยังจำเป็นต้องรับมือกับการระบาดอย่างจริงจังกันต่อไป
สายพันธุ์เดลต้าพลัส
กระทรวงสาธารณสุขประเทศอินเดียประกาศว่าการกลายพันธุ์แบบอนุพันธ์ของสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งปรากฏทีแรกในม.ย. 2021 ได้รับการแยกประเภทเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตก มีการกล่าวว่าการกลายพันธุ์เพิ่มเติมที่เรียกว่า AY.1 ทำให้เชื้อไวรัสแพร่ไปแล้วก็จับกับเซลล์ปอดได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มความต้านทานต่อการดูแลรักษาด้วยแอนติบอดี

แม้ว่าจะมีการตรวจเจอสายพันธุ์เดลต้าพลัสในคนโดยประมาณ 40 คน ใน 3 เมืองของประเทศอินเดีย แต่ก็ยังมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆอีก 9 ประเทศ อย่างเช่น อเมริกา สหราชอาณาจักร ประเทศโปรตุเกส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศโปแลนด์ เนปาล รัสเซีย และก็จีน

ด้านนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่ายังไม่มีข้อมูลพอเพียงที่จะพินิจพิเคราะห์การกลายพันธุ์ใหม่ว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

5 แนวทางการตกแต่งห้องนอนให้หลับสนิทตลอดคืน

หลายคนอาจคิดว่าการตกแต่งห้องนอนนั้นทำเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแต่งห้องนอนให้เหมาะสมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับให้ดีขึ้นได้ ช่วยให้คุณหลับได้เต็มอิ่มพร้อมรับเช้าวันใหม่ที่สดใส

การตกแต่งห้องนอนให้หลับสนิทตลอดคืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเรามักใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อพักผ่อนในห้องนอนนานถึง 7–9 ชั่วโมงต่อวัน แม้ว่าการแต่งห้องนอนอาจแตกต่างกันตามความชอบหรือความเหมาะสมของแต่ละคน แต่ห้องนอนที่เหมาะสมกับการนอนหลับควรทำให้ผู้ที่พักผ่อนเกิดความผ่อนคลายและสบายใจ 

1. เลือกสีสันในห้องให้เหมาะสม
สีสันภายในห้องอาจเป็นปัจจัยที่หลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่การใช้สีโทนอุ่นอาจกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับความดันโลหิต และอุณหภูมิในร่างกายให้สูงขึ้น ขณะที่การเลือกใช้สีโทนเย็นในห้องนอน อย่างสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน จะให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสงบ จึงช่วยให้นอนหลับได้ดีกว่าการใช้สีอื่น ๆ แต่หากไม่ชอบสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน อาจเลือกสีที่ใกล้เคียงหรือสีที่ให้ความรู้สึกสบายตา เช่น สีเทา สีน้ำตาล สีเขียว หรือสีเหลืองอ่อนก็ได้เช่นกัน

2. ใส่ใจกับการเลือกที่นอนและเครื่องนอน
หลายคนอาจคิดว่าที่นอนแบบใดก็เหมือนกัน จึงอาจเลือกที่นอนที่มีราคาไม่แพง แต่ความจริงแล้ว การเลือกที่นอนโดยไม่คำนึงถึงการรองรับกับสรีระ อาจทำให้คุณมีอาการปวดหลังหรือปวดเอวได้ โดยที่นอนที่ดีควรรองรับความโค้งของกระดูกสันหลัง ไหล่ สะโพก และส้นเท้าขณะนอนหลับได้อย่างเหมาะสม รวมถึงไม่ควรแข็งจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง หรือไม่ควรนุ่มจนเกินไปเพราะอาจทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามความนุ่มของเตียง ทำให้สรีระไม่เหยียดตรงและเกิดอาการปวดหลัง

นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และผ้าคลุมเตียงด้วยน้ำร้อนเป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อช่วยป้องกันการสะสมของไรฝุ่นและเชื้อรา รวมทั้งเปลี่ยนที่นอนและปลอกหมอนใหม่เมื่อใช้มาเป็นเวลานาน โดยหมอนมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปีครึ่ง และที่นอนหรือฟูกมีอายุการใช้งาน 5–10 ปี

3. อุณหภูมิในห้องก็สำคัญ
โดยทั่วไป อุณหภูมิของร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งวันตามรอบของนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ในช่วงแรกของการนอน ร่างกายจะยังคงมีอุณหภูมิสูง แต่จะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดเมื่อถึงเวลาประมาณ 04.00–05.00 น. หากอุณหภูมิในห้องนอนร้อนหรือหนาวจนเกินไป อาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายเราผิดเพี้ยน ซึ่งอาจทำให้นอนหลับไม่สนิทหรือตื่นขึ้นมากลางดึกได้ ทั้งนี้ ควรปรับอุณหภูมิในห้องนอนตามความชอบและความรู้สึกสบายของแต่ละคน ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เพราะอาจช่วยให้คุณภาพการนอนของคุณดีขึ้น

4. แสงสว่างต้องพอดี
ในตอนกลางคืน แสงสว่างจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและยับยั้งการปล่อยฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ ห้องนอนที่มีแสงสว่างมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับหรือรบกวนการนอนหลับในช่วงกลางดึก จึงอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของนาฬิกาชีวิต และทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ

เพื่อสุขภาพการนอนหลับที่ดี อาจใช้วิธีแสงสว่างในห้องต่อไปนี้

  • ใช้ผ้าม่านกันแสงหรือผ้าม่านสีทึบเพื่อป้องกันแสงสว่างจากภายนอก ผ้าม่านควรมีความกว้างครอบคลุมบานหน้าต่างได้ทั้งหมด มีความยาวจรดพื้นห้อง โดยให้ติดในตำแหน่งที่สูงกว่าบานหน้าต่างเล็กน้อย  
  • หรี่ไฟลงหรือปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นก่อนเวลาเข้านอน 1 ชั่วโมง เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่าใกล้ถึงเวลาพักผ่อน
  • งดการดูโทรทัศน์ ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลา 1 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน เพราะแสงสีฟ้า (Blue Light) จากอุปกรณ์เหล่านี้จะไปกระตุ้นให้สมองเข้าใจว่าเป็นเวลากลางวัน ทำให้ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินลดลงและนอนหลับยากขึ้น
  • สวมผ้าปิดตา ซึ่งช่วยกันแสงสว่างและช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

ป้องกันเสียงรบกวน
บริเวณห้องที่มีสิ่งรบกวนหรือเสียงดังอาจรบกวนการนอนหลับของคุณในยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากคนข้างตัว อย่างเสียงกรน เสียงไอ หรือเสียงจากนอกห้องนอน อย่างเสียงจากรถยนต์ เสียงรถพยาบาล เสียงการซ่อมหรือขุดเจาะถนน ดังนั้น อาจจะลองใช้ที่อุดหูกันเสียงหรือเครื่องเสียงบำบัด (White Noise Machine) ซึ่งมีความถี่ของคลื่นเสียงที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้ดีขึ้น

สำหรับ 5 แนวทางการตกแต่งห้องนอนให้หลับสนิทตลอดคืน ที่เรานำมานั้น เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น การตกแต่งห้องนอนนั้นต้องอิงไปทางความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคลด้วย อต่การนอนหลับนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพกายและสุขภาพจิต การตกแต่งห้องนอนที่เอื้อต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการนอนหลับจะช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพตลอดทั้งคืน

ประโยชน์ของครีมนวดผม ที่มีมากกว่าที่คิด

หลายๆคนคงรู้จัก ครีมนวด กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ผมสะอาด หอม นุ่ม เป็นสิ่งที่ต้องใช้ต่อจากยาสระผม แต่นอกเหนือจากครีมนวดที่ช่วยบำรุงผม หมักผมให้สวยงาม ดูดี และไม่ชี้ฟูแล้ว ครีมนวดผมยังนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย แถมเห็นผลดีเว่อร์วังจนเราอยากแชร์ให้ทุกคนได้ลอง เราจึงมี ประโยชน์ของครีมนวดผม ที่มีมากกว่าที่คิด มาแนะนำกัน

1. ป้องกันเครื่องมือขึ้นสนิม
อีกหนึ่งประโยชน์ของครีมนวดผมที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ แค่บีบครีมนวดลงไปบนเครื่องมือช่างที่เป็นโลหะ เช่น ประแจหรือไขควง แล้วทาบนเครื่องมือบาง ๆ ให้ทั่ว เพียงเท่านี้ก็จะช่วยป้องกันสนิมได้ แถมช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นได้อีกด้วย

2. ทำความสะอาดสเตนเลส
ไม่ว่าเครื่องสเตนเลสของคุณจะมีรอยเปื้อนหรือรอยนิ้วมือเยอะสักแค่ไหน ครีมนวดผมก็ช่วยกำจัดออกได้อย่างง่ายดายและประหยัดเว่อร์ เพียงแค่บีบครีมนวดผมลงบนผ้าสะอาด จากนั้นนำไปถูให้ทั่วพื้นผิวของเครื่องสเตนเลส เสร็จแล้วนำผ้าสะอาดอีกผืนมาถูเพื่อกำจัดคราบตกค้างและขัดเพื่อความเป็นเงางาม เท่านี้ก็จะช่วยทำความสะอาดเครื่องสเตนเลสให้สวยงาม ผิวเงาวาว เหมือนใหม่ได้ง่าย ๆ แล้ว

3. แก้ปัญหาท่อน้ำอุดตัน
ใครกำลังอาบน้ำแล้วประสบปัญหาท่อน้ำอุดตันฉุกเฉิน ไม่ต้องรีบโทร. ตามช่าง เพราะแค่เอื้อมมือไปหยิบขวดครีมนวดผมแล้วบีบลงไปในท่อ จากนั้นเทน้ำร้อนตามลงไป ของอุดตันที่ติดค้างอยู่ในท่อก็จะค่อย ๆ ไหลไปกับน้ำ 

4. ลดเสียงประตูดังเอี๊ยดอ๊าด
เชื่อว่าบ้านเก่าแทบทุกหลังต้องมีปัญหาประตูเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเวลาเปิดปิดแน่ ๆ ฉะนั้นเรามาแก้ไขง่าย ๆ ด้วยการใช้ครีมนวดผมกันดีกว่า โดยวิธีการก็คือ ป้ายครีมนวดผมลงบนบานพับประตูในปริมาณไม่ต้องมากนัก เท่านี้ก็จะช่วยบรรเทาเสียงกวนใจลงไปได้มากโขแล้ว

5. ทำความสะอาดต้นไม้ในบ้าน
แน่นอนว่าต้นไม้ที่ปลูกในบ้านนาน ๆ ก็มักจะมีปัญหาฝุ่นเกาะรบกวนเป็นธรรมดา ปัญหานี้ใช้ครีมนวดผมช่วยได้ โดยให้เราบีบครีมนวดผมใส่ผ้าสะอาด จากนั้นนำไปเช็ด ๆ ถู ๆ ตามซอกใบของใบไม้ แค่นี้ก็จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกออก แถมยังทำให้ใบไม้เขียวเป็นเงาสวยงามอีกต่างหาก

6. ทำให้เสื้อสเวตเตอร์คืนรูป
สำหรับสาวกสเวตเตอร์ที่เผลอซักเสื้อสเวตเตอร์ในเครื่องอบจนทำให้หดตัว แก้ไขได้โดยใส่น้ำอุ่นลงในกะละมัง จากนั้นเติมครีมนวดผมลงไป 1 ช้อนโต๊ะ แช่ทิ้งไว้หลาย ๆ ชั่วโมง หลังจากนั้นก็บีบน้ำออกจากเสื้อและนำไปตากด้วยการวางบนที่ราบ เสร็จแล้วค่อย ๆ ยืดสเวตเตอร์ออกให้มีขนาดเท่าเดิม หากไม่แน่ใจให้ลองเทียบไซส์จากตัวอื่น ๆ ดู

7. ใช้ซักผ้าด้วยมือแทนผงซักฟอก
เนื่องจากเสื้อผ้าบางประเภทจำเป็นต้องซักมือแทนเครื่องซักผ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อผ้าเสียหาย เช่น ถุงน่อง ชุดชั้นใน รวมไปถึงเสื้อผ้าขนสัตว์ ทั้งนี้หากไม่อยากใช้น้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอก สามารถใช้ครีมนวดแทนได้โดยใส่ครีมนวดผมลงไปกับน้ำอุ่น แล้วซักเสื้อผ้าตามปกติ

8. ช่วยถนอมผ้าไหม
ถึงแม้ว่าปกติผ้าไหมควรจะทำความสะอาดด้วยการซักแห้ง แต่บอกเลยว่าครีมนวดผมก็ใช้ซักผ้าไหมได้ โดยขั้นแรกให้เติมน้ำเปล่าลงในกะละมัง ถ้าหากผ้าไหมสีขาวให้ใช้น้ำอุ่น ถ้าหากผ้าไหมสีอื่นให้ใช้น้ำเย็น จากนั้นเติมครีมนวดผมลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แช่ผ้าไหมลงไปซัก 2-3 นาที แล้วรีบนำออก ล้างน้ำยาให้สะอาด แล้วตากจนแห้งสนิท นี่ก็จะช่วยให้ชุดผ้าไหมของคุณสะอาดได้เหมือนกัน แถมยังประหยัด หอม และคุ้มค่าด้วย

9. ทำแผ่นอบผ้า
อีกหนึ่งการนำครีมนวดผมมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ต้องยกให้กับการทำแผ่นอบผ้า (Dryer Sheets) ซึ่งมีขั้นตอน คือ ผสมครีมนวดผมและน้ำเปล่าอย่างละครึ่งลงในขวดสเปรย์ จากนั้นเขย่าให้เข้ากัน พร้อมทำสัญลักษณ์กำกับ แล้วเก็บรวมไว้กับพวกผงซักฟอก ส่วนเวลาจะใช้งานก็นำไปฉีดพ่นบนผ้าสะอาด แล้วใส่ลงไปในเครื่องอบพร้อมกับเสื้อผ้าที่ต้องการซักแห้ง เหมือนกันกับการใช้แผ่นอบผ้าทั่วไปเลย โอ้โห ทั้งง่าย ทั้งประหยัดขนาดนี้ ไม่ลองไม่ได้แล้ว

สำหรับครีมนวดผมเป็นของใช้ในบ้านที่มีประโยชน์เยอะมากจริง ๆ ทว่านอกเหนือจากการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับบ้านแล้ว ยังมีประโยชน์เกี่ยวกับความสวยความงามอีกเพียบ ตัวอย่างเช่น ทำเป็นครีมโกนขน ใช้ล้างเครื่องสำอาง ทำความสะอาดแปรงแต่งหน้า และกำจัดรอยแทททูบนร่างกาย โอ้โห ดีครบจบคุ้มในขวดเดียว

รู้ไว้ สาเหตุที่ทำให้ ผมบาง ผมร่วง ก่อนสายเกินไป

สำหรับปัญหา หัวล้าน ผมบาง ผมร่วง คงเป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจจะไม่อยากเจออย่างแน่อน ยิ่งถ้าเป็นสาวๆ ที่ชอบผมยาวล่ะก็ คงต้องกลุ้มใจสุดๆ เวลาที่ต้องเห็นตัวเองผมบาง ผมร่วง เพราะจะเห็นได้ชัดว่าปริมาณของผมบนหัวนั้นมันลดน้อยลงทุกทีๆ

ยิ่งตอนสะผมนี่ผมยิ่งร่วงหนัก อย่างกับคนเป็นโรคร้ายเลยทีเดียว เมื่อถึงคราวที่ต้องเก็บกวาดห้อง ก็มักจะเจอเส้นผมของตัวเองอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด จนเกิดความสงสัยว่าผมบนหัวหรือที่พื้นกันนะที่เยอะกว่า ถ้าไม่รีบหาวิธีแก้รับรองผมได้ร่วงหมดจริงอย่างแน่อน วันนี้เราจึงมีบทความ รู้ไว้ สาเหตุที่ทำให้ ผมบาง ผมร่วง ก่อนสายเกินไป มาฝากสาวๆ กัน

1. เกิดจากขาดธาตุเหล็ก
เส้นผมต้องการธาตุเหล็กถึงจะมีความแข็งแรง ดังนั้นถ้าเราขาดธาตุเหล็กจะทำให้เส้นผมอ่อนแอและหลุดร่วงง่าย ส่งผลให้ผมบางและหัวล้านได้ในที่สุด คนที่ไม่อยากผมร่วงเยอะอยากให้ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก ทั้งพวกผักใบเขียว อาหารจำพวกปลา เป็ด ไก่ ไข่แดง ธัญพืชประเภทซีเรียล ถั่วแดง ฟักทอง มะเขือเทศ เป็นต้น

2. เกิดจากความเครียด
เวลาที่เราเครียด จะส่งผลถึงร่างกายโดยตรงโดยเฉพาะฮอร์โมนที่อาจเกิดการผิดปกติ จนทำให้ผมร่วง จนทำให้ดูเหมือนคนผมบาง บางคนเวลามีอาการเครียดก็ชอบดึงผมเล่น โดยไม่รู้ตัวจนทำให้ผมบาง ผมหายไปเป็นกระจุก โดยเฉพาะบริเวณกลางกระหม่อม หรือผมด้านหน้า ทางที่ดีควรฝึกตัวเองไม่ให้เครียด พยายามผ่อนคลายเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และหาทางระบายความเครียดด้วยวิธีที่เป็นประโยชน์เช่นการออกกำลังกาย ไม่งั้นหัวอาจจะล้านโดยไม่รู้ตัว

3. เกิดจากเชื้อราบนหนังศีรษะ
เชื้อราก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหัวล้าน และสาเหตุของการเกิดเชื้อราบนหนังศีรษะก็มาจากตัวเราเองนี่แหละ นั้นก็คือความสกปรกและความอับชื้น ควรเปลี่ยนปลอกหมอน ทำความสะอาดหวีและแปรงผม ถ้าสระผมก่อนนอนก็ควรแน่ใจว่าผมแห้งแล้วค่อยนอน เพราะถ้าเกิดเชื้อราบนหนังศีรษะแล้วจะทำให้รู้สึกคันระคายเคือง จากนั้นผมก็จะร่วง คนที่ผมบางยิ่งเห็นได้ชัด ถ้าไม่อยากดูเหมือนคนหัวล้านต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี

4. เกิดจากถูกสารเคมีเป็นประจำ
ยิ่งกับคุณสาวๆที่รักการทำสีผมให้รู้เลยว่าตอนนี้คุณกำลังเสียงหัวล้านมากกว่าคนที่ไม่ค่อยย้อมผม การที่หนังศรีษะอาจถูกสารเคมีทำร้ายมากเกินไปจะทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเส้นผม ทำให้หนังศีรษะเกิดอาการคัน ผมร่วง เพราะฉะนั้นขอให้หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับศีรษะ ถ้าต้องการย้อมผมให้ทิ้งระยะบ้าง และเลือกใช้ยาย้อมผมที่ไม่แรงจนเกินไป

5. เกิดจากชอบทำผมทรงรวบตึง
มัดผมม้า แบบรวบตึง เก็บผมทุกเส้นแบบเนียนกริบ หรือแม้กระทั่งคนที่ชอบถักเปียติดหนังหัว ก็ค่อนข้างเสี่ยงต่อการหัวล้าน เหตุผลก็คือการมัดผมตึงเกินไปจะทำให้เส้นผมไม่สามารถลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงรากผม และปลายผมได้อย่างเพียงพอ สุดท้ายแล้วก็จะทำให้เส้นผมของเราอ่อนแอลง เป็นสาเหตุให้ขาดหลุดร่วงได้ง่าย คนที่กลัวว่าจะหัวล้านหัวเถิก ขอแนะนำว่าอย่ารัดผมแน่นเกินไป ถ้าจำเป็นก็ให้ทำอย่าบ่อยเกินไปนัก

6. ยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง อย่างที่บอกไว้ข้อด้านบนว่าฮอร์โมนของร่างกายจะก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่ต่างกันไป หนึ่งในนั้นก็คือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้น อาจก่อให้เกิดสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงและทำให้หัวล้านได้ในที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทานยาคุมกำเนิดทุกคนจะเป็นแบบนี้นะ แต่ถ้าใครที่ทานแล้วรู้สึกว่ามีอาการผมร่วงมากกว่าปรกติให้เปลี่ยนยี่ห้อยาคุมซะ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องหัวล้านทีหลัง

สำหรับบทความ รู้ไว้ สาเหตุที่ทำให้ ผมบาง ผมร่วง ก่อนสายเกินไป ที่เรานำมาฝากสาวๆนั้น ก็เป็นเพียงไม่กี่สาเหตุที่เรายกขึ้นมา จริงๆ แล้วอาจจะมีสาเหตุอื่นๆ อีก แต่ก็ควรจะสังเกตุตัวเองเอาไว้ เพื่อที่จะได้ไม่สายเกินไป

แผลเป็นหนอง ต้องดูแลอย่างไร

สำหรับแผลผ่าตัดหรือแผลสดนั้นสามารถเกิดหนองได้หลากหลายชนิด ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป หนองเป็นของเหลวชนิดหนึ่ง ที่ไหลออกมาจากแผล หากแผลมีหนองไหลออกมา เป็นสัญญาณที่สามารถบ่งบอกได้ว่า แผลที่เป็นอยู่นั้นเกิดการติดเชื้อ หากเกิดแผลต้องหมั่นทำความสะอาด และตรวจดูอยู่เสมอว่าแผลนั้นมีหนองหรือไม่ เราจึงมีบทความ แผลเป็นหนอง ต้องดูแลอย่างไร มาฝากกัน

หนอง คืออะไร
หนอง (Pus) คือของเหลวที่ไหลออกมาจากบาดแผล หากบาดแผลของเรามีหนองนั้นก็จะสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะหนองจะมีสีที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ สีเหลือง สีเทา สีเขียว และสีน้ำตาล โดยสีและความเข้มข้นของหนองนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของเชื้อโรคที่มีอยู่ รวมไปถึงเชื้อโรคที่ตายแล้ว และขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดเลือดขาวด้วย

ประเภทของ แผลเป็นหนอง
ประเภทของแผลเป็นหนองนั้นสามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้

1. Sanguineous drainage
หนองชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นสีแดงสดหรือสีชมพู โดยหนองชนิดนี้จะประกอบไปด้วย เลือดสดเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับน้ำเชื่อม แต่จะมีความข้นและความหนืดมากกว่าเลือดปกติ ซึ่งหนองชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นกับแผลที่เพิ่งเป็น หากเกิดหนองชนิดนี้หลังจากที่เป็นแผลได้ 2-3 ชั่วโมง แสดงว่าแผลนั้นเกิดการฟกช้ำ

2. Serous drainage
หนองชนิดนี้เป็นหนองที่ประกอบไปด้วยโปรตีน เซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์สำคัญอื่นๆ ที่ร่างกายมักจะใช้ในการรักษาตัวเอง หนองชนิดนี้มีลักษณะใส และโปร่งแสงคล้ายกับน้ำ หากมีหนองชนิดนี้ที่แผลมากเกิดไป อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าบริเวณแผลมีเชื้อโรคที่เป็นอันตรายอยู่บริเวณนั้น

3. Serosanguineous drainage
หนองชนิดเป็นหนองที่ผสมกันระหว่างหนองสองชนิดข้างต้น ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด โดยหนองชนิดนี้มักจะมีสีชมพูออกแดง มักจะเกิดขึ้นหลังจากเปลี่ยนผ้าพันแผล

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แผลเป็นหนอง
หนองที่ไหลออกมาจากแผลนั้น เกิดขึ้นจากหลอดเลือดเกิดการขยายตัวในช่วงแรกของการรักษา นอกจากนี้ในช่วงที่เกิดแผลอาจมีเชื้อโรคอยู่บริเวณนั้นทำให้ร่างกายสร้างของเหลวเพื่อพยายามรักษาตัวเอง

แผลที่เกิดหนองนั้นส่วนใหญ่เกิดจากแผลนั้นเกิดการติดเชื้อ ซึ่งเชื้อโรคจะแพร่กระจายไปตามเนื้อเชื้อแล้วทำให้แผลเกิดการติดเชื้อ ทำให้แผลนั้นเกิดอาการบวมและปวด ทำให้แผลนั้นหายช้ากว่าปกติ และแผลแห้งได้ช้า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยและความเสี่ยงที่ทำให้แผลเกิดหนองได้ง่ายอีกด้วย ดังนี้

  • โรคเบาหวาน
  • แผลที่เกิดจากวัตถุที่สกปรก ขึ้นสนิม
  • แผลที่โดนกัด
  • บาดแผลที่มีสิ่งแปลกปลอมฝังอยู่เช่น แก้ว เศษไม้
  • แผลที่มีขนาดใหญ่และลึก
  • โรคอ้วน
  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่ดี
  • การผ่าตัดไม่ได้มาตรฐานและไม่ปลอดภัย

วิธีดูแล รักษาแผลเป็นหนอง
การรักษาหนองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่มีความรุนแรง การรักษาแผลเป็นหนองนั้นมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและลักษณะของบาดแผล เมื่อพบว่าแผลมีหนอง แพทย์จะทำการระบายหนองออกโดยยังคงรักษาความชุ่มชื่นของแผลไว้เพื่อให้ร่างกายนั้นรักษาตัวเองไว้ได้ แผลที่มีการติดเชื้อมากๆ นั้นอาจจะต้องได้รับยาเพื่อรักษาโดยเฉพาะ ซึ่งยาแต่ละชนิดแพทย์จะทำการสั่งโดยวินิจฉัยจากอาการ

เมื่อเรารู้แล้วว่า แผลเป็นหนอง ต้องดูแลอย่างไร ก็ควรจะทำตามขั้นตอน เพราะจะได้ไม่เสี่ยงเป็นโรคอะไรที่แทรกซ้อนเข้ามา เพราะการดูแลรักษาแผลแต่ละแผลนั้นต้องใช้เวลา หากไม่มั่นใจว่าแผลของตัวเองจะสะอาดไหม ก็สามารถไปรับการรักษาจากโรงพยาบาลได้

เพราะอะไรคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ถึงไม่อยากมีรถเป็นของตัวเอง

หลายๆคนในประเทศไทยนั้นอาจจะคิดว่าการมีรถยนต์สักคันหนึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไร เพราะส่วนมากแต่ละบ้านสำหรับคนไทยนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีรถยนต์สักหนึ่งคัน หรือบางบ้านบางครอบครัวก็มีหลายคันจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว เพราะประเทศของเรานั้นอาจจะไม่ได้ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วเท่ากับประเทศญี่ปุ่น เราจึงอยากให้ทุกคนมาดูกันว่าเพราะอะไรคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ถึงไม่อยากมีรถเป็นของตัวเอง เพราะเขาต้องเจอกับอะไรที่ทำให้เขาไม่อยากที่จะมีรถสักคัน

1. ระบบการขนส่งสาธารณะดีมาก ๆ
อยากไปไหนก็ไปถึง จึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปโรงเรียนและที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรมากๆ จะเห็นว่าตัวเลขสถิติอัตราการครอบครองรถยนต์ของคนเมืองนั้นจะต่ำกว่าพื้นที่อื่น ๆ โดยเฉพาะโตเกียวและโอซาก้า ที่มีสถิติอัตราการครอบครองรถยนต์ต่ำสุดเป็นอันดับ 1 และ 2 อีกทั้งในช่วงวันหยุด ถ้าตั้งใจจะเดินทางไปไหนไกล ๆ และต้องการใช้รถยนต์ ก็มีทางเลือกหลากหลาย เช่น การเช่ารถเป็นครั้งคราว ซึ่งทางเลือกนี้ช่วยให้เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นมากมายขณะครอบครองรถยนต์ 

2. มีผู้ให้บริการเช่ารถยนต์หลากหลาย และสะดวกสบายมาก
เมื่อวิเคราะห์การใช้ชีวิตในชุมชนเมืองแล้วจะรู้สึกว่า มีโอกาสน้อยมากที่จะได้ขับรถไปไหนมาไหนเอง การเช่ารถเป็นครั้ง ๆ ไป จึงคุ้มกว่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปเมื่อครอบครองรถ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ, ค่าตรวจสภาพรถยนต์, ภาษีรถยนต์ เป็นต้น

มาดูค่าใช้จ่ายเมื่อมีรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง

1. ค่าน้ำมัน
เพราะราคาน้ำมันจะผันแปรตามราคาน้ำมันดิบโลก แต่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่มีในทุก ๆ เดือนอยู่แล้ว ยิ่งเดินทางมาก ยิ่งค่าใช้จ่ายสูง

2. ค่าทางด่วน
ถ้าใครมีโอกาสขับรถที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีข้อสงสัยว่าทำไมค่าทางด่วนที่ญี่ปุ่นแพงเหลือเกิน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศญี่ปุ่นไม่ค่อยมีที่ราบ มีภูเขาเยอะ การสร้างทางด่วนเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองจึงต้องมีการเจาะอุโมงค์หรือทำสะพานค่อนข้างมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการสร้างทางด่วนสูง นั่นทำให้ค่าทางด่วนของญี่ปุ่นนั้นแพงกว่า ค่าทางด่วนในฝรั่งเศสและอิตาลีอีก โดยระยะทางเพียงแค่ 1 กิโลเมตร มีค่าทางด่วนแพงถึง 25 เยน

3. ค่าจอดรถ
ที่ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าค่าจอดรถแพงมาก โดยเฉพาะในตัวเมืองใหญ่ ๆ ถ้าจอดเป็นครั้งคราวไปจะมีค่าใช้จ่ายหลายร้อยเยนต่อชั่วโมง แต่จะถูกลงเมื่อเป็นพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองออกมา แต่สำหรับคนที่ครอบครองรถแล้ว ถ้าบ้านพักอาศัยไม่มีพื้นที่จอดรถ เราอาจจะต้องมีความจำเป็นไปหาที่จอดรถเช่ารายเดือนอีก ซึ่งจากที่ผมหาข้อมูลได้ ค่าเช่าจอดรถรายเดือนในญี่ปุ่นจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8,288 เยน/เดือน แต่สำหรับเมืองใหญ่ที่ดินมีราคาสูงมาก ทำให้ค่าเช่าจอดรถรายเดือนจะแพงเป็นพิเศษ โดยค่าเช่าจอดรถในกรุงโตเกียวจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 เยน/เดือน และในโอซาก้าจะอยู่ที่ประมาณ 25,000 เยน/เดือน

4. ค่าประกันรถยนต์
ที่ญี่ปุ่นจะมีการทำประกันอยู่ 2 ประเภทหลักๆ
– ประเภทแรกคือ Jibaiseki-Hoken (自賠責保険) เป็นประกันความชดเชยค่าเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยที่เกิดขึ้นให้กับคู่กรณี กรณีเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภาคบังคับตามกฎหมาย ผู้ครอบครองรถทุกคนมีหน้าที่ต้องทำประกันตัวนี้ขณะซื้อรถ หรือขณะตรวจสภาพรถยนต์ โดยจะมีค่าใช้จ่าย 25,830 เยนสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ธรรมดา และ 25,070 เยน สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดเล็ก (และมีระยะเวลาคุ้มครองเป็นระยะเวลา 24 เดือน ถ้าประกันหมดก็ต้องซื้ออีกตอนตรวจสภาพรถยนต์)

– ประเภทที่สอง คือ Nini-Hoken (任意保険) เป็นประกันที่สามารถซื้อได้ตามความสมัครใจของผู้ครอบครองรถ มีรูปแบบหลากหลาย และเบี้ยประกันถูกแพงแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ประเภทรถยนต์ อายุผู้ทำประกัน ความคุ้มครองหรือทุนประกัน ระยะทางที่ขับขี่ จึงไม่สามารถระบุค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนเป๊ะๆ ได้ แต่โดยประมาณแล้ว จะมีค่าเบี้ยประกัน 65,000 เยน/ปี สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ธรรมดา และ 55,000 เยน/ปี สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดเล็ก โดยคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะตัดสินใจทำประกันประเภทนี้ด้วย เพื่อให้คุ้มครองได้มากกว่าประกันภาคบังคับ เช่น คุ้มครองชีวิต และคุ้มครองทรัพย์สินผู้ขับขี่ด้วย ซึ่งเป็นประกันที่ได้รับความแพร่หลายมาก โดยสถิติเดือนมีนาคม 2019 ที่ระบุไว้เกี่ยวกับอัตราความแพร่หลายของการทำประกันประเภทนี้ในญี่ปุ่น จะเห็นว่ามีผู้ทำประกันประเภทนี้มากถึง 88.2% ทั่วประเทศ

5. ค่าภาษีรถยนต์
ที่ญี่ปุ่นเมื่อครอบครองรถหนึ่งคัน จะมีภาษีหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ประเภท

  • ภาษีรถยนต์ (Automobile Tax) ซึ่งเป็นภาษีที่ผู้ครอบครองรถจะมีภาระค่าใช้จ่ายทุกปี ถูกแพงขึ้นอยู่กับอัตราการปล่อย CO2 
  • ภาษีคิดตามน้ำหนักของรถ (Automobile Weight Tax) ซึ่งเป็นภาษีที่ผู้ครอบครองรถจะมีภาระค่าใช้จ่าย เมื่อขึ้นทะเบียนรถใหม่ หรือตอนตรวจสภาพรถยนต์ สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ธรรมดา

6. ค่าบำรุงรักษารถยนต์อื่นๆ (ค่าตรวจสภาพรถยนต์, ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์ เป็นต้น)
ที่ญี่ปุ่นจะมีระเบียบการตรวจสภาพรถยนต์ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของผู้ครอบครองรถยนต์ทุกท่าน สำหรับการซื้อรถใหม่ จะต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถยนต์ครั้งแรกใน 3 ปีถัดจากปีที่ซื้อ จากนั้นจะต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถยนต์ทุก ๆ 2 ปี ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพรถยนต์จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพรถยนต์ และผู้ให้บริการ

นอกจากนี้เมื่อวิ่งรถไปได้ซักระยะ อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามประเภทน้ำมันเครื่อง ประเภทยางรถยนต์ และผู้ให้บริการ แต่จะมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลายพันเยน ไปจนถึง 50,000 เยน/ครั้ง

เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหลังจากครอบครองรถยนต์ตามที่ได้ยกตัวอย่างข้างต้น น่าจะเข้าใจว่าทำไมคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยถึงรู้สึกขยาดกับการที่จะต้องเป็นเจ้าของรถใหม่สักหนึ่งคัน ด้วยภาระค่าใช้จ่ายมากมายที่ต้องแบกรับ จะหาที่จอดรถในตัวเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แถมมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพงอีก เมื่อเป็นแบบนี้ การตัดสินใจเลือกที่จะเช่ารถเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น และใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะจึงเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า นี่จึงเป็นสาเหตุว่าเพราะอะไรคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ถึงไม่อยากมีรถเป็นของตัวเอง ไงล่ะ

ความหมายดอกไม้ 8 ชนิด ยอดนิยม

     สำหรับคนที่ชอบความโรแมนติกนั้น การที่จะชอบดอกไม้ก็คงจะไม่แปลก เพราะดอกไม้นั้นเหมือนเป็นสิ่งที่ให้ความโรแมนติกและการแสดงความรัก ส่วนมากคนที่ชอบดอกไม้นั้นก็จะเป็นผู้หญิง และจะชอบยิ่งกว่าหากมีคนมอบให้ตัวเองโดยที่ไม่ต้องร้องขอ และหากยิ่งดอกไม้ชนิดนั้นมีความหมายแฝง ก็จะยิ่งทำให้เธอดูเป็นคนสำคัญมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นการที่เราจะเลือกซื้อหรือมอบดอกไม้ให้ใครเราควรจะรู้ความหมายและเลือกดอกไม้ที่เหมะสมกับโอกาศด้วย

1. ดอกกุหลาบสีแดง หรือ Red Rose
กุหลาบก็มีหลายสีมากเลยใช่มั้ย แต่สีที่เราเห็นกันจนชินตาที่สุด ก็ไม่พ้นสีแดง เรียกได้ว่าเป็นสีเอกลักษณ์ของกุหลาบเลยก็ว่าได้ เจ้ากุหลาบที่เราคุ้นเคยกันนี้มีความหมายว่า “I Love You” หรือ “ฉันตกหลุมรักคุณเข้าแล้ว” แสดงว่าคนให้เขารักเราแบบมั่นคง และลึกซึ้งมากเลยทีเดียว

2. ดอกคาร์เนชั่นสีแดง หรือ Red Carnation
ดอกคาร์เนชั่นมีถิ่นกำเนิดอยู่ในยุโรปตอนใต้ เป็นไม้ดอกล้มลุก ใบมีลักษณะเรียวยาว ตัวดอกมีทั้งชนิดดอกเดี่ยวและดอกช่อ กลีบดอกมีความหยักและซ้อนฟู มีหลายสีแต่สีที่คนนิยมกันมากจะเป็นสีแดง และสีขาว มีความหมายแสนตัดพ้อ และทุกข์ใจว่า “หัวใจของฉันต้องเจ็บปวดเพราะคุณ” ถ้าวันนึงสาวๆ ได้รับช่อดอกคาร์เนชั่นจากใคร ก็ลองใจดีกับเขาหน่อยแล้วกัน

3. ดอกเดซี่สีเหลือง หรือ Yellow Daisy
ดอกเดซี่ค้นพบครั้งแรกที่แถบเม็กซิโก และรัฐเท็กซัสในสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นพุ่มเล็กๆ ออกดอกเยอะในพุ่มเดียว ปลูกง่าย เลี้ยงง่าย ทนร้อนได้ดี ใช้เวลาดูแลประมาณ 60 วันก็ออกดอกแล้ว โดยดอกเดซี่จะมีหลายสี สำหรับสีเหลืองนี้มีความหมายว่า “ฉันจะไปหาคุณในไม่ช้า”

4. ดอกทานตะวันแคระ หรือ Sunflower Dwarf
ดอกทานตะวันต้นเล็กกระปุ๊กกระปิ๊ก ปลูกในกระถางได้ เป็นดอกไม้อายุสั้น เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร ใช้เวลาปลูกแค่ประมาณ 50-60 วันก็ออกดอกแล้ว แถมน้องยังเหมาะกับอากาศประเทศไทยมาก เพราะน้องชอบแดดสุดๆ ความหมายของน้องก็คือ “ฉันรักและห่วงใยคุณ”

5. ดอกลิลลี่สีขาว หรือ White Lily
หลายคนเห็นคำว่าลิลลี่อาจจะทำให้นึกถึงวรรณกรรมสุดโด่งดังอย่างแฮร์รี่พอตเตอร์ ที่ศาสตราจารย์สเนปตัวละครที่ดูร้ายกาจ ไร้หัวใจ หลงรักลิลลี่แม่ของแฮร์รี่ อย่างสุดหัวใจ รักจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ดอกลิลลี่มีถิ่นกำเนิดในแถบจีนและญี่ปุ่น ดอกใหญ่ มีกลิ่นหอม มักเป็นตัวแทนของความดีงาม ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำให้ความหมายของลิลลี่คือ “ฉันรักคุณด้วยความบริสุทธิ์ใจ” 

6. ดอกเดซี่สีขาว หรือ Common Daisy
ต้นกำเนิดของดอกเดซี่สีขาวก็ไม่ต่างจากเดซี่สีเหลือง ในสมัยก่อนสาวๆ ชาวตะวันตกเขาจะชอบเอาดอกเดซี่มาเด็ดทีละกลีบ แล้วทายว่าอีกฝ่ายเขา รัก ไม่รัก รัก ไม่รัก แบบที่สาวๆหลายคนเคยทำกันในปัจจุบันเนี่ยแหละ ดอกเดซี่สีขาวเลยเป็นตัวแทนของจิตใจที่บริสุทธิ์ ความรักที่ใสซื่อ ความหมายจึงกลายเป็นคำง่ายๆ อย่าง “ฉันรักคุณจริงๆ”

7. ดอกหน้าแมวสีเหลือง หรือ Yellow Pansy
ดอกไม้ชื่อสุดมุ้งมิ้งนี้เป็นดอกไม้เมืองหนาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปยุโรป มักจะเติบโตอยู่ตามซอกหิน ในไทยจะมีปลูกอยู่ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ตัวกลีบจะมีรอยแต้มสีเข้ม ถ้าใครอยากปลูกจะต้องปลูกในที่ที่มีความชื้นค่อนข้างสูง ห้ามแดดจัด สำหรับเจ้าดอกหน้าแมวนี้มีความหมายว่า “ในหัวฉันมีแต่เรื่องคุณ” 

8. ดอกสแตติส หรือ Statice
ดอกสแตติส เป็นดอกไม้แห่งเทศกาลรับปริญญาเลยทีเดียว เพราะราคาของน้องแสนจะย่อมเยา ตัวดอกก็เล็กๆ น่ารัก มีความมินิมอล แถมพอแห้งแล้วก็ไม่เน่า เก็บไว้ได้ยาวๆ เลย ซึ่งทำให้ความหมายของน้องคือ “ความรู้สึกของฉันจะคงอยู่ตลอดไป” เหมือนดอกสแตติสที่ถึงแม้จะแห้งเหี่ยวไปแล้วก็ยังคงรูปเดิมสวยงาม ไม่เน่าเสีย

ทาครีมกันแดดอย่างไรให้ผิวสวย

     ในแสงแดดอันร้อนระอุที่ส่งตรงมาจากดวงอาทิตย์ มันมีอะไรบเองางอย่างที่เรามองไม่เห็นและน่ากลัวมากซ่อนอยู่ นั่นก็คือรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV  รังสี UV ที่ว่านี้ จริงๆ แล้วมีทั้งหมด 3 ชนิดเลย แต่มีเพียง 2 ชนิดที่สามารถทะลุผ่านชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ นั่นก็คือ UVA และ UVB ซึ่งเจ้ารังสีทั้งสองชนิดนี้ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวสวยๆ ของเราคล้ำเสีย เกิดฝ้ากระ จุดด่างดำ รวมถึงมีริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย ที่น่ากลัวขั้นสุดก็คือรังสี UV ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง ถ้าจะน่ากลัวขนาดนี้เราต้องรู้จักปกป้องผิวของเราจากรังสี UV กันหน่อยแล้ว

ไอเทมชิ้นเด็ดในการป้องกันรังสี UV : เช็คกันให้ไวว่าใช้ครบกันรึเปล่า

1. แว่นกันแดด แว่นที่ใช้ควรมีประสิทธิภาพในการป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB เนื่องจากรังสีเหล่านี้ จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ดวงตาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การปวดอักเสบที่ดวงตา ตาแดง และที่หนักสุดถ้าโดนรังสีเป็นเวลานานก็คือต้อกระจก

2. เสื้อป้องกันแสงแดด
สมัยนี้มีเสื้อหลายๆ ยี่ห้อ เริ่มผลิตเสื้อชนิด UV Cut ที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB ใครที่เจอแดดบ่อยๆ แนะนำเลย

3.
ร่มกัน UV ประสิทธิภาพการป้องกันขึ้นอยู่กับวัสดุที่ผลิตกับความหนาของผืนร่ม และสีร่มถ้าใช้สีมืดขึ้นจะช่วยได้มากขึ้น

5. ครีมกันแดด
อันนี้คือหัวใจสำคัญในการปกป้องผิวที่ขาดไม่ได้เลยนะคะ! เรามาลงรายละเอียดที่ควรรู้เกี่ยวกับครีมกันแดดกันดีกว่าค่ะ ว่าจะมีอะไรบ้าง
ครีมกันแดดที่ดีจะต้องมีส่วนผสมของสารป้องกันทั้ง UVA และ UVB โดยหน้าขวดจะมีการระบุค่าประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UVA เรียกว่า PA (Protection grade of UVA) ซึ่งแสดงด้วยเครื่องหมาย + (ต่ำสุด) ไปจนถึง ++++ (สูงสุด)  เลือกแบบที่ + เยอะไว้ก่อน ดีกว่าแน่นอน

ส่วนค่าประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UVB เรียกว่า SPF (Sun Protection Factor) ซึ่งมีค่าตั้งแต่ SPF 2 – 50+ โดยหลายๆ คนมักเลือกครีมกันแดดที่มี SPF สูงๆ เพราะเข้าใจว่ายิ่งมี SPF มาก ประสิทธิภาพในการป้องกันยิ่งดี ขอบอกไว้ ณ ที่นี่เลยว่าไม่ใช่ SPF สูง ไม่ได้แปลว่าป้องกันรังสีได้ดีกว่า เพราะจริงๆ แล้ว SPF เป็นตัวบอกระยะเวลาการป้องกันผิวหนังจากรังสี UV สรุปแล้วก็คือ SPF มากเท่าไร ก็ปกป้องผิวได้นานขึ้นนั่นเอง

  1. หลังจากความสะอาดหน้าแล้ว แต้มครีมกันแดดบริเวณ 5 จุด คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง คาง และลำคอในปริมาณพอเหมาะ เพราะทามากไปเดี๋ยวหน้าจะเยิ้มเอา
  2. ใช้นิ้วกลางและนิ้วนางเกลี่ยเนื้อครีม โดยลงน้ำหนักนิ้วให้เบาที่สุด เพราะผิวหน้าเราบอบบางมาก เริ่มจากบริเวณโหนกแก้ม ตามด้วยแนวสันจมูก คาง และหน้าผาก
  3. การทาครีมที่คอนั้นให้ใช้ปริมาณเนื้อครีมเท่ากับที่ใบหน้า เริ่มจากฐานลําคอแล้วใช้ปลายนิ้วทั้งหมดค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้น
  4. อย่านำครีมกันแดดชนิดทาตัวมาทาหน้า เพราะจะทำให้ผิวหน้าระคายเคืองได้น้า

    เป็นอย่างไรกันบ้าง หวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้ไปแบบแน่น ถึงแม้เราจะไม่สามารถป้องกันเราจากรังสี UV ได้ แต่การโบกครีมกันแดด ใส่แว่นดำ กางร่ม ก็ช่วยลดระดับความรุนแรงของแสงแดดจนไม่สามารถทำร้ายผิวของเราได้แล้ว

อยากให้โทรศัพท์ใช้งานได้นานขึ้น ควรทำอย่างไร

  หลายคนอาจจะสงสัยว่าต้องมีแบตเตอรี่ความจุเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอต่อการใช้งานให้พอตลอดวัน เพราะปัจจุบันนี้นั้นสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ทุกคนแทบจะขาดไม่ได้ ทั้งใช้คุยโทรศัพท์ หรือนับชมความบันเทิงต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต การที่เราจะมีสามร์ทโฟนสักเครืองจึงจำเป็นต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้งานของเราด้วย  ดังนั้น ควรเลือกใช้สมาร์ทโฟนที่มีความจุของแบตเตอรี่ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน

ซึ่งสมาร์ทโฟนที่ดีควรมีความจุแบตเตอรี่มาตรฐานอย่างน้อย 4,000 มิลลิแอมป์ เพื่อการใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ให้พร้อมออกไปลุยทุกสถานการณ์ได้แบบไม่มีสะดุด  วันนี้เราจึงมีบทความ อยากให้โทรศัพท์ใช้งานได้นานขึ้น ควรทำอย่างไร มาฝากสำหรับคนที่กำลังต้องการเทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยให้สมาร์ทโฟนใช้งานได้อย่างยาวนานมากขึ้น

เทคนิคประหยัดแบตเตอรี่มือถือ
   แต่ทั้งนี้ หากใครที่ยังคงประสบปัญหาแบตหมดระหว่างวันนั้น อาจจะเกิดมาจากการตั้งค่าการใช้งานบางอย่างที่ไม่จำเป็น วันนี้เราจึงมีเทคนิคการเซฟแบตเตอรี่ง่ายๆ ที่จะช่วยต่ออายุสมาร์ทโฟนของเรา เพื่อให้โทรศัพท์ใช้งานได้นานขึ้นอีกหลายชั่วโมงมาแนะนำกัน

ควรใช้ภาพพื้นหลังสีเข้ม
   การตั้งค่าภาพพักหน้าจอหรือการใช้ธีมที่เป็นสีสันฉูดฉาดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ค่อยๆ ลดลงโดยไม่รู้ตัว เทคนิคง่ายๆ ที่หลายคนคิดไม่ถึง คือการปรับรูปภาพพักหน้าจอสมาร์ทโฟนของเราให้เป็นโทนสีดำ หรือโทนสีมืด เนื่องจากแผงหน้าจอใช้พลังงานแบตเตอรี่ในการแสดงผลเม็ดพิกเซลสีต่างๆ นับล้านเฉดสี ยิ่งถ้าหากแสดงผลสีสันสดใสมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้พลังงานมากเท่านั้น ดังนั้นการตั้งค่าภาพพักหน้าจอให้เป็นสีโทนมืด นอกจากจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้แล้ว ยังช่วยถนอมสายตา และทำให้ไอคอนแอปพลิเคชันบนหน้าจอมองเห็นได้ชัดมากขึ้นอีกด้วย

ควรปรับลดค่าแสงสว่างของหน้าจอ
   ปัจจุบันสมาร์ทโฟนหลายรุ่นได้เพิ่มฟีเจอร์ปรับลดความสว่างหน้าจออัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมของผู้ใช้งาน ดังนั้น จึงควรเลือกเปิดการใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าว หรือเลือกปรับความสว่างหน้าจอให้สบายตามากที่สุดขณะใช้งาน หรือถ้าหากต้องการปรับค่าหน้าจอเอง ช่วงเวลาที่เราต้องใช้ค่าความสว่างหน้าจอแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม อาจจะเป็นช่วงเวลายามบ่ายที่แสงแดดจะแรงกว่าปกติ แต่อาจจะปรับลดให้เหลือประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลาที่อยู่ในร่มเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานโทรศัพท์ของเรา

ควรปิดทุกการเชื่อมต่อที่ไม่จำเป็น
   สมาร์ทโฟนของเรามีการเชื่อมต่อและค้นหาสัญญาณต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น การระบุตำแหน่ง (GPS) การค้นหาสัญญาณ Wi-Fi และการเชื่อมต่อบลูทูธ โดยเฉพาะเมื่อเราเผลอใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องเชื่อมต่อและระบุตำแหน่งอยู่เป็นประจำ เช่น แอปฯ การเดินทาง หรือการใช้งานแผนที่ ซึ่งแอปฯ เหล่านี้จะมีการดึงข้อมูล Location และใช้พลังงานแบตเตอรี่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ใช้งานจึงควรเช็คและปิดการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ และเปิดใช้งานเมื่อจำเป็นเท่านั้น

ดาวน์โหลดเก็บไว้ สบายใจกว่า
   บ่อยครั้งที่เราจำเป็นต้องใช้แอปฯ ต่างๆ ที่มีการดึงข้อมูลหรือสตรีมมิง ทำให้เปลืองทั้งอินเทอร์เน็ตและแบตเตอรี่ ดังนั้น การวางแผนล่วงหน้า และดาวน์โหลดข้อมูลที่จำเป็นไว้ ก่อนออกนอกบ้าน อาจจะช่วยประหยัดทรัพยากรได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ดาวน์โหลดซีรีส์เรื่องโปรดเก็บไว้ดูระหว่างเดินทาง ดาวน์โหลดแผนที่แบบ Offline ไว้ใช้งานในสถานที่ที่กำลังจะไป รวมทั้งการดาวน์โหลดเพลงมาเก็บไว้ในเครื่อง แค่นี้ก็เซฟแบตได้ สบายใจหายห่วง

เลือกเทคโนโลยีประหยัดแบตเตอรี่
   ปัจจุบันนักพัฒนาได้ให้ความสำคัญกับแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน และได้คิดค้นเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ซัมซุง ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ได้ออกแบบนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาในสมาร์ทโฟน เพื่อช่วยวิเคราะห์และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้แบตเตอรี่ของผู้ใช้งาน เป็นการช่วยถนอมอายุแบตให้ทนทานมากขึ้น พร้อมยังมี โหมดประหยัดพลังงาน ที่จะแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย และจะปรับตั้งค่าสมาร์ทโฟนให้ใช้พลังงานน้อยที่สุดโดยอัตโนมัติ