อยากลดน้ำหนัก ห้ามพลาด 5 แนวทางที่คนอ้วนง่ายต้องทำ

     เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาที่เราต้องการอยากลดน้ำหนักนั้น ต่อให้กินอาหารน้อยลงน้ำหนักก็ไม่ลดลงเลย แถมอาจจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก แค่คิดก็ปวดใจแถมท้อใจแล้ว เพราะกินอะไรก็อ้วนอยู่ดี อาจจะทำให้หมดกำลังใจในการลดน้ำหนักได้ เราจึงมีบทความ อยากลดน้ำหนัก ห้ามพลาด 5 แนวที่คนอ้วนง่ายต้องทำ มาฝากกัน เพื่อเป็นแนวทางให้เหล่าสาวๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักนั้นได้ฮึดสู้กันอีกครั้ง

1.ทำอาหารกินเอง
     การทำอาหารกินเองถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับสาวๆ ที่อ้วนง่ายแต่ผอมยาก เพราะการทำอาหารกินเองนั้นจะสามารถช่วยควบคุมปริมาณของแคลอรีได้ เนื่องจากสิ่งสำคัญของการลดน้ำหนักคือการที่ร่างกายจำเป็นต้องเอาพลังงานออกมามากกว่าเอาพลังงานเข้าสู่ร่างกาย อีกทั้งยังสามารถคัดเลือกวัตถุดิบ ใส่ใจในความสะอาดของวัตถุดิบ รวมทั้งการใช้เครื่องปรุงต่างๆ ได้เอง

2.ออกกำลังกายทุกวัน
     สำหรับสาวๆ ที่รู้ว่าตัวเองมีร่างกายที่อ้วนง่ายแต่ลดน้ำหนักลงได้ยากมาก ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 45 นาทีต่อวัน และควรออกกำลังกายทุกวัน ซึ่งเป็นวิธีที่คนลดน้ำหนักไม่ควรพลาดเด็ดขาด

3.พักผ่อนให้เพียงพอ
     อย่าคิดว่าการนอนมากจะทำให้ร่างกายอ้วน เพราะการลดน้ำหนักให้ได้ผล โดยเฉพาะคนที่อ้วนง่าย จำเป็นต้องนอนพักผ่อนในแต่ละวันให้ได้ 7-8 ชั่วโมง ในขณะที่การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมความอิ่มและความอยากทานอาหารเกิดการเสียสมดุลได้

4.เวทเทรนนิ่งหลังคาร์ดิโอ
     การเล่นเวทมีส่วนช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกาย ดังนั้นสาวๆ ที่เลือกทำคาร์ดิโอเพื่อการลดน้ำหนัก แนะนำให้เล่นเวทต่อเนื่อง เพราะจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญได้เต็มประสิทธิภาพ

5.หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เครียด
     อย่างที่ทราบกันดีว่าความเครียดมีผลต่อการทำให้ร่างกายอ้วนได้ง่าย เพราะฮอร์โมนความเครียดที่มีชื่อว่า คอร์ติซอล จะทำการป่วนร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายอยากทานของหวานและทานจุบจิบมากขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นอุปสรรคต่อการลดน้ำหนักได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เครียดจะส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักได้มากเลยทีเดียว

     สำหรับ 5 แนวทางที่คนอ้วนง่ายต้องทำ ที่เรานำมานั้น สาวๆแต่ละคนก็สามารถเลือกทำตามความถนัดของตัวเองก็ได้ แต่หากทำได้ทั้งหมดก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะนอกจากเราจะได้ลดน้ำหนักแล้ว เราก็จะได้สุขภาพที่ดีด้วย และอาจจะเป็นการใช้เวลาว่างมาทำสิ่งเหล่านี้ก็ได้ เพราะจะเป็นประโยชน์และทำให้เราผ่อนคลายไม่รู้่สึกเบื่อด้วย

6 สายงานควรอัพสกิล ถ้าอยากไปต่อและเติบโตภายใน 2 ปี

เนื่องจาก 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ตลาดแรงงานในประเทศไทยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึางเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ส่งผลให้มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะสายงานด้านออนไลน์ เมื่อประกอบกับการระบาดของโควิด-19 จนเกิดวิถีการใช้ชีวิตแบบใหม่ ยิ่งเร่งให้สายงานออนไลน์มาแรงเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันนั้นสายงานเดิมๆ ก็ต้องปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงด้วย เพราะ เพราะทักษะเดิมที่มีอยู่อาจไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ และอาจจะทำให้อาชีพที่ทำอยู่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และไม่สามารถเติบโตได้ ในปี 2021

เดิมทีนั้นองค์กรส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับทักษะ ซึ่งเป็นความรู้ความสามารถในอาชีพหรือสายงานนั้นๆ แต่ในุคดิจิทัลนั้นการทำงานเป็นหรือแค่ทักษะสายงานตรงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะทักษะของบางสายงานนั้นจะมีเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการทำงานได้ ดังนั้น คนทำงานที่จะอยู่รอดในยุคนี้ จำต้องมีทักษะการทำงานที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม วันนี้เราจึงมีบทความ 6 สายงานควรอัพสกิล ถ้าอยากไปต่อและเติบโตภายใน 2 ปี มาฝากกัน ว่ามีทางด้านไหนบ้าง และควรอัพสกิลทางด้านใด

1. Computer Networking

สายงานด้าน Computer Networking ถือได้ว่ากว้างมากทีเดียว หากคุณนั้นทำได้มากกว่า มีทักษะมากกว่า ก็มีโอกาสที่จะโตกว่า ทักษะที่ควรต้องเพิ่มคือ Cloud Computing ด้าน Data และ AI ด้านวิศวกรรม และด้านการขาย

2. Web Development

เป็นที่ทราบกันดีว่าอยู่แล้วว่างาน Web Develop นั้นเนื้อหอม แต่ปีหน้าทักษะที่มีอาจไม่พอ ต้องเพิ่มทักษะด้าน Cloud Computing ด้าน Content ด้านวิศวกรรม และด้านการตลาดเพิ่มเข้าไปด้วย

3. Management Consulting

งานที่ปรึกษาลูกค้าระดับองค์กรที่นอกจากต้องเก่งพอตัวแล้ว ทักษะก็ต้องมีรอบทิศ ทั้ง Data และ Al ด้าน People และ Culture และด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์

4. Entrepreneurship

ถึงจะเป็นเจ้าของกิจการเอง แต่ก็ต้องมีการพัฒนาทักษะเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง People และ Culture ด้านการตลาด และด้านการขาย

5. Artificial Intelligence

หากเดินทางสายตรงงานด้าน AI แล้วทั้งที ก็ไปให้สุดกับทักษะเพิ่มด้าน Cloud Computing ด้าน Data และ AI และด้านวิศวกรรม

6. Data Science

ทักษะที่ต้องเพิ่มเข้ามาคือ Data และ AI ด้านการตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์

เครื่องรางญี่ปุ่นตัวช่วยดีๆ ที่ช่วยเสริมสิริมงคล

       ประโยคที่ว่า ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล คงเป็นประโยคคุ้นหูของใครหลายคนอย่างแน่นอน เพราะนั่นหมายถึงการที่เราอยากได้อะไรมาแต่ไม่ได้ เราก็ต้องหาตัวช่วยดีๆ มาช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สำหรับชาวญี่ปุ่นนั้นเขาก็จะมีเครื่องรางเด็ดๆ มากมายที่คอยช่วยเสริมดวง ถ้าใครอยากได้เครื่องรางเสริมโชคลาภ ก็เตรียมจดกันได้เลย ว่ามีอะไรบ้าง

1. เครื่องรางโอมาโมริ

      เครื่องราง หรือ โอมาโมริ (Omamori) เป็นของฝากที่หาซื้อได้ง่ายในประเทศญี่ปุ่น ราคาไม่แพง และพกพาสะดวก ที่เราเห็นปกติจะเป็นถุงผ้า ตัวเครื่องรางจริงๆ คือวัตถุที่อยู่ข้างใน ซึ่งก็แล้วแต่วัดว่าจะใส่อะไรลงไป บ้างก็เป็นยันต์ บ้างก็เป็นแผ่นไม้ หรือโลหะที่เป็นวัตถุมงคล ด้านในนี้ปรกติแล้วจะไม่เปิดออกมาดูกัน (เชื่อว่าจะทำให้โชคไม่ดี)

      เครื่องรางญี่ปุ่นนั้นมีสรรพคุณหลายอย่าง แบ่งออกเป็นคร่าวๆ ได้ 6 หมวด คือความปลอดภัย สุขภาพ การเรียน การเงิน คลอดลูก และการเสริมโชคต่างๆ เราจะเห็นชาวญี่ปุ่นพกเครื่องรางติดตัวไว้เสมอ อาจผูกไว้กับกระเป๋าหรือพกไว้ในกระเป๋าเงินก็ได้

2. แมวกวัก

    ถ้าให้เทียบกับในไทย แมวกวักก็เหมือนกับนางกวักเลย นิยมนำมาตั้งหน้าร้านเพื่อเสริมโชคลาภทางการค้า แมวกวักแบบดั้งเดิมจะทำจากดินเผา ถ้ายกเท้าขวาจะกวักเรียกเงิน ถ้ายกเท้าซ้ายจะเรียกลูกค้า (แบบยก 2 ขาหน้า เรียกทั้ง 2 อย่างก็มี)
    ตามตำนานนั้นเล่าว่ามีขุนนางสมัยเอโดะเดินทางผ่านไปยังวัดโตโกกุจิ พบแมวตัวหนึ่งกวักขาเรียกจึงลองเดินตามเข้าไป จู่ๆ ฝนก็ตกหนัก ด้วยความสำนึกบุญคุณแมวที่ทำให้ไม่เปียกฝน ขุนนางจึงตั้งให้วัดนั้นเป็นวัดประจำตระกูล และเมื่อแมวตายก็สร้างรูปปั้นแมวไว้บูชา ปัจจุบันวัดนี้จึงเต็มไปด้วยตุ๊กตาแมวกวักมากมาย

3. ต้นไม้มงคล

       ที่ญี่ปุ่นเราจะสังเกตุได้ชัดว่าตามภาพวาดโบราณนั้นจะต้องมีต้นไม้สามชนิดปรากฎอยู่ด้วยเสมอ นั่นคือ ต้นสน ต้นบ๊วย และต้นไผ่ รวมเรียกว่า “สามสหายแห่งเหมันต์” เป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงความอดทน และความพยายาม ดั่งต้นไผ่ และต้นสนที่ยังคงความเขียวเสมอในหน้าหนาว และต้นบ๊วยที่ยังคงออกดอกแม้ลมหนาวมาเยือน

4. ใบเซียมซี

      ศาลเจ้าของทางญี่ปุ่นเขาก็มีการเสี่ยงเซียมซีเหมือนกันนะ ซึ่งที่นู่นจะนิยมเสี่ยงกันในช่วงปีใหม่ วิธีการก็คล้ายแบบที่เราคุ้นกัน คือเขย่าแล้วดึงไม้ที่เสียบอยู่หลายอันขึ้นมา 1 อัน ซึ่งลำดับความโชคดีจะมีหลายขั้น ตั้งแต่ ดีมากที่สุด)>中吉(ค่อนข้างดี)>小吉(ดีพอใช้ได้)>吉(ดี)>末吉(แค่พอได้)>凶(ไม่ดี)>大凶(ไม่ดีเลย) ถ้าเป็นเซียมซีที่ได้ดีก็สามารถนำกลับบ้านได้เลย แต่ถ้าได้ไม่ดีขึ้นมาก็สามารถเอาไปผูกต้นไม้ในศาลเจ้าทิ้งไว้ได้ เป็นการฝากดวงของเราไว้ที่เทพเจ้าแทน

5. ตุ๊กตาดารุมะ

    ตุ๊กตาล้มลุกที่มีการถ่วงน้ำหนักไว้ เป็นสัญลักษณ์ว่าถึงจะล้มสักกี่ครั้งก็ต้องลุกขึ้นสู้ ตุ๊กตาดารุมะเมื่อซื้อมาครั้งแรกจะไม่มีตาดำทั้งสองข้าง ก็เพื่อให้เราขอพรก่อนนั่นเอง วิธีขอพรคือให้ตั้งจิตอธิษฐาน และค่อยวาดตาดำที่ด้านขวา เมื่ออธิษฐานสำเร็จก็ค่อยกลับมาเขียนเพิ่มตาอีกข้าง

สารแห่งความสุข สุขที่เราสร้างได้

      สมองนั้นเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนที่ควบคุมและมีผลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก สมองจะประกอบไปด้วย Neurons นับพันล้าน เชื่อมต่อกันด้วย Synapse แต่ละ Neuron สามารถสื่อสารกันผ่าน Axons โดยจะนำสัญญาณที่เกิดขึ้นส่งไปยังสมองหรือเซลล์ในร่างกายส่วนอื่นๆ สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) เป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ มันจะถูกปล่อยออกมาตอนที่มีสัญญาณเกิดขึ้นที่ Synapse

      ความสามารถของสมองที่จะส่งสัญญาณนั้นๆ ไปยังเซลล์อื่นๆ หรือรับสัญญาณจากเซลล์อื่นๆ มีความสำคัญอย่างมาก และสารสื่อประสาทกับตัวรับ (Receptor) ก็เป็นหัวใจหลักของการสื่อสาร เมื่อสารสื่อประสาทถูกปล่อยออกมา มันจะผูกเชื่อมกับโมเลกุลตัวรับ สัญญาณไฟฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดผลต่างกันตามแต่ละประเภทของสารสื่อประสาทและประเภทของตัวรับ มีสารสื่อประสาทที่รู้จักดีมากกว่า 60 ชนิด แต่สารสื่อประสาทสำคัญที่น่าสนใจ และที่เราจะพูดถึงมีอยู่ 4 ชนิด ทั้งหมดเป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนได้ด้วย (เราจะใช้คำสลับไปมาระหว่าง สารสื่อประสาทกับฮอร์โมน ถ้าอธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมเราจะใช้คำว่าฮอร์โมน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสมอง เราจะเลือกใช้คำว่าสารสื่อประสาท)

สารแห่งความสุข Dopamine Endorphin Oxytocin Serotonin
      Dopamine ฮอร์โมน “รู้สึกดี” ที่ช่วยกระตุ้นให้เราทำในสิ่งที่เราชอบ ทุกครั้งที่เรารู้สึกดี ไม่ว่าจะเป็น ทำงานเสร็จทันเวลา ไปขึ้นรถโดยสารได้ทันเวลา ได้กินขนมที่ชอบ ได้กินไอศกรีมรสโปรดที่ชอบ นั่นเป็นเพราะว่าร่างกายหลั่ง Dopamine ออกมา Dopamine เป็นรางวัลที่เราได้รับจากการที่เราทำบางอย่างสำเร็จ เช่น ค้นพบบางอย่างหรือลดน้ำหนัดลงได้ตามที่ตั้งใจ

      Oxytocin ฮอร์โมน “สายสัมพันธ์” ที่ช่วยให้เราสร้างสายใยระหว่างเรากับคนรอบตัว ทำให้เกิดความรู้สึกดีจากการที่เราเชื่อใจคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นแม่กับลูก หรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก Oxytocin ช่วยให้เราอารมณ์ดีหัวเราะได้ง่าย ทำให้เราเข้ากับคนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ช่วยให้เราสนุกกับการเข้าสังคม และการที่เราอยู่กับคนเยอะๆ ก็ยิ่งทำให้เราหัวเราะได้ง่ายขึ้นไปอีก

      Serotonin ฮอร์โมน “คนพิเศษ” ทำให้เรารู้สึกเป็นคนสำคัญ การที่เราคิดถึงความสำเร็จหรือความทรงจำดีๆ ในอดีต จะช่วยให้ร่างกายหลั่ง Serotonin ออกมาได้ คนที่ไม่ชอบเข้าสังคมมักจะขาดฮอร์โมนนี้ วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้มีฮอร์โมนนี้คือ กินกล้วยและออกไปรับแสงแดดสัก 20 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่ง Serotonin ออกมา

      Endorphin ฮอร์โมน “บ้าพลัง” ช่วยให้เราพ้นจากความเจ็บปวดของร่างกาย Endorphin ช่วยให้นักวิ่งระยะไกลยังคงวิ่งต่อไปได้ ช่วยให้ฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บและเพิ่มความต้านทานให้ร่างกายอีกด้วย ช่วยให้เราทนต่อความเจ็บปวดหรือเมื่อยล้า ถึงจะหมดแรงแต่ก็ยังไปต่อได้อีก เป็นเหตุผลที่ทำให้เรายังไปยิมได้อีกถึงแม้จะยังมีอาการเจ็บจากวันก่อนๆ และอาจจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่บรรพบุรุษของเราที่สามารถออกล่าสัตว์ได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะต้องทนฝืน หมดแรงหรือบาดเจ็บจากการล่าสัตว์ ทั้งหมดก็เพื่อความอยู่รอดของกลุ่ม

      ความสุขนั้น บางทีอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ดีๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่มันยังเกี่ยวข้องกับสารเคมีที่อยู่ในสมองและร่างกายที่มีวิวัฒนาการของเรา และเราก็สามารถเลือกและตัดสินความสุขของเราได้เอง

      ความเครียดไม่ได้เป็นเรื่องร้ายอย่างที่คิด ถ้าเรารู้จักเผชิญหน้าและมองว่าสถานการณ์ต่างๆ เป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ นอกจากนั้นร่างกายเรายังวิวัฒนาการช่วยให้เราตอบสนองกับความเครียด ส่งเสริมให้สร้างความสัมพันธ์ เพิ่มความมั่นใจ และช่วยให้เรากลับมาจัดการกับความเครียดได้อย่างลงตัว