น้ำดื่ม 10โยชน์ที่ได้จากการดื่มน้ำ

น้ำดื่ม

น้ำ เป็นองค์ประกอบหลักภายในร่างกายมนุษย์ 55% ถึง 78% การกินน้ำให้พอเพียงและก็เป็นประจำมีประโยชน์ต่อสภาพร่างกายมากมาย ควรจะกินน้ำวันละ 8-10 แก้วต่อวัน และต่อไปนี้คือ 10 ประโยชน์ต่อร่างกายของน้ำที่คุณอาจไม่ทราบมาก่อน

1. บรรเทาความเมื่อยล้า
ความเมื่อยล้าจัดเป็นสัญญาณแรกของร่างกายขาดน้ำก็ว่าได้
เพราะเหตุว่าหัวใจจะทำงานมากขึ้นสำหรับเพื่อการปั้มเลือดที่มีออกสิเจนเข้าไปในกระแสโลหิต และก็ยังส่งผลให้อวัยวะต่างๆทำงานมีประสิทธิภาพลดลง โดยเหตุนั้นการกินน้ำให้พอเพียงก็เลยช่วยทำให้ร่างกายปฏิบัติงานก้าวหน้าขึ้นและก็ลดความเหน็ดเหนื่อยลงได้

2. ช่วยปรับปรุงอารมณ์
การศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยได้ทำให้เห็นว่าการขาดน้ำอย่างอ่อนๆ(หากแม้เพียงแค่ 1-2% ของระดับปกติ) ก็มีผลแง่ลบต่ออารมณ์และความรู้ความเข้าใจในการคิดแล้ว สีของปัสสาวะจะบอกได้ดีถึงระดับของน้ำภายในร่างกาย ยิ่งสีอ่อนๆร่างกายก็ยิ่งมีความชื้น แม้กระนั้นในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดสีแก่ก็แปลว่าร่างกายบางทีอาจกำลังขาดน้ำอยู่

3. รักษาอาการปวดหัวและไมเกรน
ลักษณะของการปวดหัวแล้วก็ไมเกรนมากจะมีต้นเหตุจากร่างกายขาดน้ำ
จากการเล่าเรียนซึ่งพิมพ์ในนิตยสารประสาทวิทยาในยุโรปพบว่า การกินน้ำให้เยอะขึ้นเรื่อยๆจะช่วยลดชั่วโมงรวมทั้งความร้ายแรงของลักษณะของการปวดหัวในกรุ๊ปผู้เข้าร่วมการเรียนได้

4. ช่วยในการย่อยอาหารแล้วก็ท้องผูก
การดื่มน้ำที่น้อยเกินไปอาจจะเป็นผลให้ลำไส้ดึงเอาน้ำออกมาจากอุจจาระในไส้เพื่อรักษาความชื้น ก็เลยทำให้อุจจาระแข็งแล้วก็ยากที่จะถ่ายออกมาได้ ยิ่งถ้าดื่มเป็นน้ำอุ่นและก็จะยิ่งดีต่อระบบการทำงานด้านการย่อยอาหารภายในร่างกายมากยิ่งกว่ากินน้ำเย็นเสียอีก

5. ช่วยลดหุ่น
การกินน้ำ 2 แก้วก่อนมื้อของกิน จะช่วยลดความต้องการของกินและก็ช่วยทำให้การลดความอ้วนเห็นผล ลดแนวโน้มการกินมากเกินควรได้ นอกเหนือจากนั้นยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาไหม้ไขมันภายในร่างกาย แล้วก็ช่วยสำหรับการสลายรวมทั้งกำจัดเซลล์ไขมันได้อีกด้วย

6. ช่วยล้างสารพิษ
น้ำเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียออกมาจากร่างกายผ่านทางเหงื่อรวมทั้งปัสสาวะ รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนหลักการทำงานของไต ลดจำนวนนิ่วในไตโดยเจือจางเกลือรวมทั้งธาตุต่างๆในเยี่ยว แต่การกินน้ำมากจนเกินไปบางทีอาจลดความรู้ความเข้าใจสำหรับการกรองของเสียของไตได้ ควรจะดื่มเมื่อรู้สึกหิว แล้วก็ให้นับรวมของเหลวจำพวกอื่นๆรวมถึงน้ำที่มีในอาหารที่คุณทานด้วย

7. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ปริมาณน้ำที่เพียงพอภายในร่างกายยังช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายอีกด้วย ช่วยทำให้รู้สึกคล่องแคล่วเวลาออกกำลังกาย น้ำช่วยหล่อลื่นข้อต่อแล้วก็กล้ามซึ่งช่วยป้องกันตะคิวรวมทั้งเคล็ดปวดเมื่อยได้

8. ช่วยทำให้ผิวสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
น้ำช่วยทำให้ร่างกายมีความชื้น ทำให้เลือดไหลเวียน ซึ่งช่วยทำให้ผิวมองดูสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและอ่อนกว่าวัย เติมเต็มเนื้อเยื่อ บำรุงผิวพรรณ และก็ช่วยคุ้มครองป้องกันริ้วรอยเล็กๆลดรอยแผลเป็น ลดสิวและก็ริ้วรอยอื่นๆจากสภาวะแก่ก่อนวัยได้ด้วย

9. บรรเทาอาการเมาค้าง
น้ำมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ จึงช่วยขจัดแอลกอฮอล์ที่คุณดื่มเข้าไป เพราะฉะนั้นน้ำก็เลยช่วยร่างกายได้คืนสภาพและรีบการฟื้นฟูสภาพให้เร็วขึ้น

10. ขจัดกลิ่นปาก
น้ำช่วยให้ปากชุ่มชื้น ช่วยล้างเศษอาหารที่หลงเหลือ รวมทั้งยังช่วยเจือจางสารที่นำมาซึ่งกลิ่นเหม็นในปากซึ่งแบคทีเรียสร้างขึ้นมา
ด้วยเหตุนั้นจึงต้องควรกินน้ำให้พอเพียง แล้วก็บ้วนปากด้วยน้ำที่สะอาด โดยเฉพาะหลังมื้ออาหาร

สรุปว่า มันเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ที่จำเป็นต้องกินน้ำให้เพียงพอกับร่างกายในทุกๆวัน เพื่อร่างกายได้รับผลดีจากน้ำอย่างเต็มเปี่ยม แล้วก็ให้มั่นใจว่าคุณกินน้ำที่ผ่านการกรองแล้ว รวมถึงควรจะทานผลไม้รวมทั้งผักชุ่มฉ่ำน้ำต่างๆให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ Covid-19

ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ Covid-19
ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา
การเกิดขึ้นของเชื้อไวรัสโคโรนาสายประเภทใหม่ที่มีการแพร่ขยายไปทั่วก่อให้เกิดปัญหาและความไม่แน่นอนสำหรับในการต่อสู้กับโรคระบาด เชื้อของโควิด-19 เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เหมือนกันกับเชื้อไวรัสอื่นๆในขณะลักษณะสำคัญของเชื้อไวรัสยังคงดังเดิม ความเคลื่อนไหวบางสิ่งที่เรียกว่าการกลายพันธุ์นี้ สามารถส่งผลให้เกิดความไม่เหมือนเป็นอย่างมากในลักษณะเบื้องต้นแล้วก็ผลกระทบจากเชื้อไวรัส เหล่านักวิทยาศาสตร์เพียรพยายามจะแสดงให้เห็นว่าการกลายพันธุ์ของโควิด-19 แพร่ระบาดได้ง่ายเท่าใด จนกระทั่งปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ตรวจเจอการกลายพันธุ์มากยิ่งกว่า 4,000 รายการในส่วนประกอบของเชื้อไวรัสโควิด-19
WHO ได้ทำการแบ่งสายพันธุ์โควิดที่น่ากังวลออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก ๆ
สายพันธุ์อัลฟ่า
สายพันธุ์ B.1.1.7 ที่ตรวจเจอในสหราชอาณาจักรในก.ย. 2020 เป็นครั้งแรกแล้วก็ถัดมาได้รับการตั้งชื่อว่าอัลฟ่า เป็นการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ทีแรกที่ WHO กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตก

ในการศึกษาเรียนรู้ที่ปฏิบัติการโดยศูนย์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของโรคติดเชื้อภายใต้ London School of Hygiene and Tropical Medicine (LSHTM) พบว่าตัวแปรนี้แพร่ระบาดได้ 43%-90% มากยิ่งกว่าประเภทธรรมชาติของโควิด- 19 ในแบบอย่างที่พิจารณาในสหราชอาณาจักร และก็เจอการเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันในการศึกษาวิจัยที่จัดการในประเทศเดนมาร์ก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และก็อเมริกา

อย่างไรก็แล้วแต่ การศึกษาและทำการค้นพบที่ไม่เหมือนกันเกี่ยวกับตัวแปรดังที่กล่าวมาแล้วทำให้อัตราการตายสูงมากขึ้นเช่นเดียวกัน ตัวแปรอัลฟ่าทำให้เสียชีวิตมากขึ้น 71% ดังที่ LSHTM รายงาน 70% ตามมหาวิทยาลัย Exeter 65% ตามสาธารณสุขอังกฤษ และก็ 36% ตาม Imperial College London เมื่อเทียบกับสายพันธุ์โควิด-19 ก่อนหน้าที่ตรวจเจอในสหราชอาณาจักร

ในทางตรงกันข้าม ผู้ชำนาญบอกว่าการศึกษาและทำการค้นพบนี้ได้มาจากการวิเคราะห์แบบอย่างในปริมาณที่จำกัด โดยย้ำว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะสรุปได้ว่าอัตราการตายได้เพิ่มขึ้นในประชากรทั่วๆไป

ด้วยการแพร่ระบาดไปทั่วฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 และก็เปลี่ยนเป็นโรคโควิด-19 ที่โดดเด่น ทำให้ปริมาณผู้ป่วยในหน้าหนาวมากขึ้นเป็นอย่างมากในสหราชอาณาจักร กระทั่งรัฐบาลอังกฤษต้องใช้มาตรการเคอร์ฟิวรวมทั้งกักกันทั้งประเทศอีกทีในวันที่ 4 เดือนมกราคม

โควิดสายพันธุ์เบต้า – ตรวจ
ผู้ติดโรคในบางสายพันธุ์ก็ไม่เจออาการหรือมีลักษณะที่ไม่หนักเลย
สายพันธุ์เบต้า
สายพันธุ์ B.1.351 หรือสายพันธุ์เบต้าถูกตรวจเจอครั้งแรกในแอฟริกาใต้ในตุลาคม 2020 ในนิคมใกล้อ่าวเนลสัน แมนเดลา เชื่อกันว่ามีการกลายพันธุ์ในพฤษภาคม 2020 คาดว่าจะเป็นการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ครั้งแรกที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายพันธุ์ที่ WHO กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล

พบบ่อยในคนวัยหนุ่มวัยสาวที่ไม่มีความเป็นมาโรคกระทันหันมาก่อน และมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรงในกลุ่มอายุมากกว่าเมื่อเทียบกับโรคโควิด-19 ตามธรรมชาติการแพร่ระบาดของสายพันธุ์นี้มั่นใจว่ามีส่วนทำให้ปริมาณผู้ป่วยในแอฟริกาใต้มากขึ้นตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 ถึงต้นปี 2021

การแบ่งปันความคล้ายกันกับสายพันธุ์อัลฟ่า สายพันธุ์เบต้าสร้างการกลายพันธุ์เพิ่มเติมในโปรตีนสไปค์และก็ทำให้มีการเกิดความไม่สาบายใจว่าเชื้อไวรัสบางทีอาจพัฒนาความต้านทานต่อวัคซีนรวมถึงเพิ่มการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

ผู้สร้างวัคซีน Johnson&Johnson, Pfizer-BionTech, AstraZeneca-Oxford, Sinopharm และก็ Moderna แถลงการณ์ว่าสายพันธุ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะลดกำลังการคุ้มครองป้องกันวัคซีนโควิด-19 รวมทั้งพัฒนาความต้านทานต่อแอนติบอดี

สายพันธุ์แกมมา
สายพันธุ์ P.1 ตรวจเจอทีแรกในประเทศญี่ปุ่นในผู้โดยสารที่เดินทางจากบราซิลในมกราคม 2020 และก็ถัดมาตั้งชื่อว่า “แกมมา” ก็เป็นหนึ่งในการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ที่ WHO ชี้แจงว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล

เป็นที่รู้กันดีว่าสายพันธุ์นี้ทำให้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลง 17 รายการในกรดอะมิโนของเชื้อไวรัส 10 ความเคลื่อนไหวที่เจอพวกนี้มีผลต่อโปรตีนสไปก์ ซึ่งช่วยทำให้เชื้อไวรัสสามารถติดตามกับร่างกายของมนุษย์ได้

ในการศึกษาค้นคว้าการวิเคราะห์เลือดที่ปฏิบัติการในตุลาคม 2020 พบว่า 76% ของชาวกรุงมาเนาส์ เมืองหลวงของรัฐอเมซอนนาส ในบราซิล มีแอนติบอดี้ที่ร่างกายของมนุษย์ปรับปรุงขึ้นเพื่อต้านทานโควิด-19 ซึ่งสูงยิ่งกว่าอัตรา 67% ซึ่งระบุว่ามีภูมิต้านทานหมู่

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของการระบาดระบอกใหญ่ในเมืองในเดือนมกราคม ก่อนหน้าที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความกลุ้มใจว่าการเปลี่ยนของเชื้อไวรัสทำให้การคุ้มครองป้องกันแอนติบอดีตามธรรมชาติของร่างกายต่อเชื้อไวรัสจำพวกธรรมชาติไม่ได้เรื่อง และก็บางทีอาจปรับปรุงแรงต้านทานต่อวัคซีนได้

โควิดสายพันธุ์เบต้า – เดลต้า
สายพันธุ์เดลต้ามีการแพร่ระบาดไปแล้วถึง 85 ประเทศทั่วทั้งโลก
สายพันธุ์เดลต้า
ตรวจเจอทีแรกในประเทศอินเดียในตุลาคม 2020 แล้วก็เรียกว่าการกลายพันธุ์แบบสองเท่า สายพันธุ์ 1.617.2 เป็นการกลายพันธุ์ของวัววิด-19 หนสุดท้ายที่ WHO ชี้แจงว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

สายพันธุ์เดลต้าของเชื้อไวรัสซึ่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ในโปรตีนสไปก์ที่บางทีอาจมีผลต่อการติดเชื้อและการดื้อต่อแอนติบอดี คาดว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดระลอกลำดับที่สองของการระบาดใหญ่ ซึ่งเริ่มในมีนาคมในประเทศอินเดีย และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยในทุกๆวันสูงถึง 400,000 เคส

สาธารณสุขอังกฤษเตือนว่าอัตราการแพร่ระบาดของตัวแปรเดลต้าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าตัวแปรอัลฟ่า 51-67% หลังจากการคาดการณ์ในพ.ค. WHO ประกาศเมื่อวันที่ 19 เดือนมิถุนายนในรายงานว่า สายพันธุ์เดลต้าที่แพร่ระบาดได้สูง คาดว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักทั้งโลก

ด้วยเหตุว่าส่งผลให้เกิดอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ เช่น ปวดหัว คอแห้ง น้ำมูกไหล แล้วก็จับไข้ ลักษณะของสายพันธุ์เดลต้าจึงต่างจากโควิด-19 ชนิดก่อนหน้า อย่างเช่น ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ไอ อาการของทางเดินหายใจ และก็ปวดหลัง และก็ยังตรวจเจอว่าสายพันธุ์เดลต้ามีการพัฒนาแรงต้านทานต่อวัคซีนในระดับหนึ่ง

สาธารณสุขอังกฤษทำให้เห็นว่าวัคซีน Pfizer-BionTech และก็ AstraZeneca-Oxford มีคุณภาพ 33% รวมทั้ง Pfizer-BionTech มีคุณภาพ 88% ภายหลังจากฉีดคราวแรกกับสายพันธุ์เดลต้า ในขณะ Pfizer-BionTech มีคุณภาพ 88% และก็ AstraZeneca-Oxford มีคุณภาพ 60% ภายหลังการฉีดโดสลำดับที่สอง

ในการศึกษาเรียนรู้ทางสถานพยาบาล วัคซีนทั้งสองประเภทได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณภาพมากยิ่งกว่า 90% สำหรับการต้านทานโควิด-19 ชนิดธรรมชาติ

โควิดสายพันธุ์เบต้า – จัดการ
ในหลายประเทศก็ยังจำเป็นต้องรับมือกับการระบาดอย่างจริงจังกันต่อไป
สายพันธุ์เดลต้าพลัส
กระทรวงสาธารณสุขประเทศอินเดียประกาศว่าการกลายพันธุ์แบบอนุพันธ์ของสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งปรากฏทีแรกในม.ย. 2021 ได้รับการแยกประเภทเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตก มีการกล่าวว่าการกลายพันธุ์เพิ่มเติมที่เรียกว่า AY.1 ทำให้เชื้อไวรัสแพร่ไปแล้วก็จับกับเซลล์ปอดได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มความต้านทานต่อการดูแลรักษาด้วยแอนติบอดี

แม้ว่าจะมีการตรวจเจอสายพันธุ์เดลต้าพลัสในคนโดยประมาณ 40 คน ใน 3 เมืองของประเทศอินเดีย แต่ก็ยังมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆอีก 9 ประเทศ อย่างเช่น อเมริกา สหราชอาณาจักร ประเทศโปรตุเกส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศโปแลนด์ เนปาล รัสเซีย และก็จีน

ด้านนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่ายังไม่มีข้อมูลพอเพียงที่จะพินิจพิเคราะห์การกลายพันธุ์ใหม่ว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

20 ประโยชน์ของแก้วมังกร

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลาง นำเข้ามาในทวีปเอเชียที่ประเทศเวียดนามเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว จัดเป็นไม้ในตระกูลกระบองเพชร สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ แต่แหล่งเพาะปลูกที่สำคัญจะอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี สระบุรี และสมุทรสงคราม ซึ่งได้ผลผลิตมากในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายน โดยเป็นผลไม้ที่มีรูปร่างกลมรี เปลือกมีสีแดง เมื่อผ่าครึ่งจะเห็นเนื้อเป็นสีขาวหรือแดง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์นั้น ๆ มีเมล็ดคล้ายเมล็ดแมงลักฝังอยู่ทั่วผล

แก้วมังกรจะมีสายพันธุ์ดังนี้คือ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดงที่จะให้รสชาติหวานนิด ๆ อมเปรี้ยวหน่อย ๆ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลืองให้รสชาติออกหวาน และแก้วมังกรพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงที่มีรสชาติหวานกว่าพันธุ์อื่น ๆ โดยวิธีการรับประทานก็รับประทานเหมือนแตงโม นำมาผ่าครึ่งแล้วใช้ช้อนตักรับประทานได้เลย

วันนี้เราจึงมี 20 ประโยชน์ของแก้วมังกร มาฝากกัน เผื่อว่าบางคนนั้นอาจจะยังไม่รู้แก้วมังกรมีประโยชน์อะไรบ้าง และบางคนอาจจะลังเลอยู่ว่าควรจะกินหรือไม่

  1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส ชุ่มชื่น
  2. เป็นผลไม้ที่ช่วยดับร้อน ดับกระหายได้เป็นอย่างดี
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง
  4. แก้วมังกรลดน้ำหนักและช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ช่วยในเรื่องการลดความอ้วนเนื่องจากมีแคลอรีต่ำ
  5. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัย ความแก่ชรา และริ้วรอยต่าง ๆ
  6. ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ
  7. มีส่วนในการช่วยรักษาโรคเบาหวาน
  8. ช่วยบรรเทาอาการของโรคความดันโลหิตได้
  9. มีส่วนช่วยบรรเทาอาการของโรคโลหิตจาง
  10. มีส่วนช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง
  11. ช่วยกระตุ้นการขับน้ำนมในสตรี
  12. ช่วยดูดซับสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย เช่น สารตกค้างอย่างตะกั่วที่มาจากควันท่อไอเสีย หรือสารตกค้างที่มาจากยาฆ่าแมลง
  13. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันของคุณให้แข็งแรง
  14. มีกากใยสูง ช่วยในการขับถ่ายให้สะดวก แก้อาการท้องผูก
  15. ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ แก้ปัญหาการขับถ่ายต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
  16. มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
  17. ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบกำจัดของเสียในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น
  18. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
  19. นิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้สด
  20. ใช้เป็นส่วนผสมในฟรุตสลัดและน้ำปั่นผลไม้

เราก็ได้รู้ 20 ประโยชน์ของแก้วมังกร กันไปแล้ว หวังว่าทุกคนจะได้เลือกรับประทานแต่ผลไม้ที่มีประโยชน์ แต่ไม่ว่าจะทานอะไร ก็ต้องเลือกทานในปริมาณที่พอดี 

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

มีความเชื่อว่าการดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ ทำให้ร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการลดน้ำหนักและบำรุงสุขภาพผิว โดยเฉพาะการดื่มน้ำแร่ เพราะมีข้อมูลที่กล่าวอ้างว่าเป็นน้ำดื่มจากแหล่งธรรมชาติซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิด หลายคนจึงเชื่อว่าน้ำแร่ดีต่อสุขภาพร่างกาย มากกว่าน้ำเปล่าหรือน้ำประปาทั่วไป วันนี้เราจึงนำ ประโยชน์ของการดื่มน้ำ มาฝากทุกคนกัน

น้ำหนักตัวของคนเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำได้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับการดื่มน้ำมากนัก และมักไม่คำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสม บ้างก็ดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือมากเกินไป จนทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมา อีกทั้งอาจไม่ทราบด้วยว่า หากร่างกายขาดน้ำเพียง 5 วันหรือ 1 สัปดาห์ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เช่น การล้างสารพิษออกจากอวัยวะ หรือการนำสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ รวมถึงประโยชน์อื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  • ลดน้ำหนัก การดื่มน้ำอาจมีส่วนช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่เพิ่มสูงขึ้น
  • บำรุงสุขภาพผิว
  • เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อลื่นข้อต่อ
  • เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
  • ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ
  • มีส่วนช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจปกติ
  • ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ป้องกันอาการท้องผูก
  • ป้องกันความเสียหายของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ
  • รักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ (โซเดียม)

ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร
ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการปัสสาวะ เหงื่อ การหายใจ หรืออื่น ๆ การดื่มน้ำเพื่อทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ และอย่างที่ทราบกันทั่วไปว่าการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว นั้นเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย แต่แท้จริงแล้วปริมาณที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ของผู้บริโภค เช่น กิจกรรมที่ทำ เพศและอายุ

ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมมีดังนี้

  • สำหรับผู้ที่อายุ 4-8 ปี 5 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,200 มล.)
  • สำหรับผู้ที่อายุ 9-13 ปี 7-8 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,600-1,900 มล.)
  • สำหรับผู้ที่อายุ 14-18 ปี 8-11 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,900-2,600 มล.)
  • สำหรับผู้หญิงที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 9 แก้วต่อวัน (ประมาณ 2,100 มล.)
  • สำหรับผู้ชายที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 13 แก้วต่อวัน (ประมาณ 3,000 มล.)
  • ปริมาณดังกล่าวได้นับรวมปริมาณน้ำที่ได้จากอาหาร ผักหรือผลไม้ต่าง ๆ เช่น เบอร์รี่ แตงโม แตงกวา พริกหยวก ผักโขม ขึ้นฉ่ายหรือดอกกะหล่ำ เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ อาจจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำให้มากขึ้น เมื่อต้องออกกำลังกายอย่างหนัก อยู่ในสภาพอากาศร้อน ป่วย มีไข้หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์ ควรเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำเป็น 10 แก้วต่อวัน และ 13 แก้วต่อวันสำหรับผู้ที่ต้องให้นมบุตร

ช่วงเวลาใดเหมาะสมที่สุดในการดื่มน้ำ
นอกจากเรื่องปริมาณการดื่มน้ำแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น อาจทำได้โดยการดื่มน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมดังนี้

  • หลังตื่นนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากตื่นนอน ช่วยให้ร่างกายขจัดสารพิษต่าง ๆ และช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน
  • หลังจากอาบน้ำ การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิตได้
  • ก่อนมื้ออาหาร การดื่มน้ำ 1 แก้ว 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งดื่มน้ำอีก 1 แก้วหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร แต่น้ำย่อยอาจเจือจางได้หากดื่มน้ำแล้วเว้นช่วงเวลาไว้นานเกินไป
  • ก่อนนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนนอนช่วยแทนที่ของเหลวที่จะสูญเสียในตอนกลางคืนได้

เราก็ได้รู้ ประโยชน์ของการดื่มน้ำ กันไปแล้ว ทีนี้ก็อย่าลืมดื่มน้ำให้มากๆ หากใครที่ดื่มน้อยก็ควรปรับการดื่ม เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง เราสามารถเริ่มดูแลสุขภาพตัวเองได้ง่ายๆ จากตรงนี้

ต้นไม้ฟอกอากาศใหปอดสดชื่น

หากใครอยากมีสุขภาพดีแบบเห็นผลได้กับตาตัวเอง ไม่เจ็บป่วยหรือเป็นหวัดง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะคนที่โดนโรคภูมิแพ้เล่นงานบ่อยๆ ก็ต้องลองหันมาปลูกต้นไม้ฟอกอากาศกันบ้างแล้ว เพราะจะช่วยให้ทุกคนในบ้านสามารถหายใจได้อย่างเต็มปอด สมองปลอดโปร่ง ส่งเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างแน่นอน

การปลูกต้นไม้เหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่จะทำให้อากาศที่คุณสูดหายใจเข้าไปในแต่ละวันมีความสดชื่นมากขึ้น ซึ่งการที่เราได้อยู่ในสภาวะอากาศที่ดีจะช่วยให้ลดโอกาสในการเกิดโรคหรือการติดเชื้อตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอด โรคหอบหืด อาการปวดศีรษะ หรืออาการระคายเคืองตา เป็นต้น ต้นไม้เหล่านี้สามารถช่วยลดอาการที่เราไม่ต้องการลงได้ เพียงแต่จะต้องเลือกปลูกให้เหมาะสม เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถเห็นผลที่เราต้องการได้อย่างง่ายดายแล้ว การปลูกต้นไม้ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มคุณภาพอากาศให้ดีมากขึ้นได้ด้วย เพราะมีต้นไม้บางประเภทที่มีคุณสมบัติในการฟอกอากาศ ช่วยให้ความชื้นในห้องอยู่ในสภาวะสมดุล ซึ่งเป็นผลดีต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต้นไม้ที่สามารถฟอกอากาศสะอาดบริสุทธิ์ได้มีอยู่หลากหลายชนิด วันนี้จะขอยกตัวอย่างต้นไม้ที่มีคุณสมบัติเด่นๆในการทำให้อากาศดีขึ้นได้ ดังต่อไปนี้

  1. จั๋ง เป็นต้นไม้ชื่อแปลกซึ่งเป็นอีกหนึ่งในตระกูลปาล์ม ต้นไม้ชนิดนี้มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในการฟอกอากาศ เพราะนอกจากจะเป็นไม้ประดับที่เพิ่มความสวยงามให้กับอาคารบ้านเรือนแล้ว ต้นไม้ชนิดนี้ยังสามารถดูดไอระเหยของสารเคมี ซึ่งเปรียบเสมือนการทำให้อากาศบริสุทธิ์มากขึ้นได้ด้วย นอกจากนี้ จั๋งยังเป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างช้าๆ ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาให้ยุ่งยาก หรือคอยเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ ทำให้เหมาะอย่างยิ่งในการที่จะปลูกไว้ในอาคารบ้านเรือน เพียงแต่อาจจะต้องคอยหมั่นตกแต่งใบที่แห้งหรือใบที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เพื่อความสวยงามของอาคารบ้านเรือนของคุณเท่านั้นเอง
  2. ปาล์มหมาก ต้นไม้ชนิดนี้มีความสามารถในการกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แล้วเปลี่ยนให้เป็นออกซิเจนได้ดีกว่าต้นไม้ทั่วๆไป การปลูกต้นไม้ชนิดนี้ในบริเวณที่คุณต้องการจะช่วยให้ปริมาณออกซิเจนในห้องเพิ่มปริมาณขึ้นได้มากกว่าการปลูกต้นไม้ชนิดอื่น ทั้งนี้ ยิ่งต้นปาล์มหมากมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีความสามารถในการฟอกอากาศมากเท่านั้น ดังนั้น เพื่อคุณสมบัติที่ดีในการฟอกอากาศควรปลูกต้นปาล์มหมากให้มีความสูงประมาณเท่ากับหัวไหล่ของผู้ใหญ่ และควรให้ต้นไม้ได้รับแสงแดดบ้างในบางเวลา หากเป็นไปได้ควรย้ายต้นไม้ชนิดนี้ออกไปรับแสงแดดกลางแจ้งในทุกๆ 3-4 เดือน เพื่อให้ต้นไม้เติบโตได้ดีขึ้น
  3. ลิ้นมังกร เป็นอีกหนึ่งชนิดต้นไม้ที่สามารถเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจนได้ โดยต้นไม้ชนิดนี้แตกต่างจากต้นไม้ชนิดอื่นตรงที่สามารถเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจนได้ดีในช่วงเวลากลางคืน ด้วยเหตุนี้หลายๆคนจึงนิยมปลูกลิ้นมังกรเอาไว้ในห้องนอน เพื่อทำให้การพักผ่อนนอนหลับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งคืน
  4. พลูด่าง ต้นไม้ปลูกง่ายที่สามารถปลูกได้ดีในดินหรือในน้ำ ทั้งสองสภาวะสามารถเจริญเติบโตได้ดีคล้ายกัน นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติในการฟอกอากาศโดยการขจัดฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการระเหยง่าย การดูแลต้นไม้ชนิดนี้ก็ไม่ลำบากหรือเรียกว่าแทบจะไม่ต้องดูแลเลยก็ได้เพียงแค่หมั่นดูแลน้ำไม่ให้มีลูกน้ำยุงลาย หรือหมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ คุณภาพอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจและควบคุมให้อยู่ภายใต้มาตรฐานเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้อากาศบริสุทธิ์เกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องแลกมากลับค่าใช้จ่ายและค่าไฟที่สูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยทำให้อากาศสดชื่นมากขึ้นได้ด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัด หรือใช้วิธีง่ายๆด้วยการปลูกต้นไม้นั่นเอง