เรื่องเล่าผีเมืองนิวส์ออร์ลีน สุดหน้ากลัว

เรื่องเล่าผีเมืองนิวส์ออร์ลีน เมืองนิวส์ออร์ลีน ไม่ว่าจะที่ไหน ๆ ก็ย่อมมีรางราวทั้งนั้น ที่ไหนเคยมีคนอยู่ที่นั่นก็ย่อมมีคนตาย แล้วคนที่ตายไม่ดีหรือยังติดห่วงเขาก็ยังไม่ไปไหน บางคนก็เล่าว่าคนตายยังคงวนเวียนในที่ ๆ ตาย เรื่องราวทางประวัติศาสตร์บนโลกไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม ก่อนจะถึงยุครุ่งเรืองจะต้องผ่านการทำศึกอันทารุณและไร้มนุษยธรรมมาหลายศตวรรษจะมีความน่ากลัวขนาดไหน มาดูไปพร้อมกัน

เรื่องเล่าผีเมืองนิวส์ออร์ลีน เมืองนิวส์ออร์ลีน

เมืองนี้เป็นเมืองหลวงเมืองหนึ่งที่สำคัญของประเทศและก็ยังลือชื่อที่สุดในเรื่อง ผีดุ คนกรุงต่างเคยรับรู้เรื่องเล่าหรือได้มองเห็นสิ่งแปลกที่น่าสยดสยองในสารพัดสารพันต้นแบบทั้งยัง ประเด็นการตายของคนส่วนมาก หลุมฝังศพที่มีให้มองเห็นกระจัดกระจาย ผีดูดเลือด ไปจนกระทั่งลัทธิบิดามดหมอปราบผีวูมอง โน่นเพราะว่าเคยมีโรคระบาดรุนแรง อหิวาห์รวมทั้งโรคไข้เหลืองที่เอาชีวิตชาวกรุงไปครั้งละหมื่น แต่ว่าผีที่ผู้คนจำนวนมากรู้จักก็คือ มารี ลาโม้ ผู้นำทางจิตวิญญาณวูมองที่เป็นที่รู้จักในปี 1800 ที่ได้รับความเชื่ออย่างแรงกล้าของตรงนี้ พูดกันว่าคุณรู้การเคลื่อนไหวทั้งหมดทั้งปวง และก็ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเมืองได้ไม่ยากคุณทำให้ผู้คนในลัทธิหันมาเชื่อถือพระแม่มารี รวมทั้งยังนำพิธีการปฏิบัติของชาวแคทอลิคเข้ามาใช้ในลัทธิวูมอง ปัจจุบันนี้อิทธิพลของมารีแล้วก็บุตรสาวที่มีต่อเงามืดที่ลัทธิวูมองในเมืองนิวออร์ลีนยังไม่เลือนหายไป ทั้งสองถูกฝังคู่กันในป่าช้า 2 ชั้นทำมาจากหินสีขาว ที่แท่นฝังศพลำดับที่ 1 ในหลุมฝังศพเซนต์ฝ่าส์

เมืองนิวส์ออร์ลีน เรื่องเล่าผีเมืองนิวส์ออร์ลีน สถานที่ผีดุ

ส่วนสถานที่ที่ผีดุของตรงนี้ก็คือ บ้านหรูหราซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติสืบทอดของเดลฟีน ลอปรี่ ในปี 1831 คุณเป็นสาวอเมริกันชั้นสูง และก็น่าจะเป็นฆาตเกลื่อนกลาดสม่ำเสมอ ว่ากันว่าคุณทรมาทรกรรม ทำให้ทุพพลภาพ และก็ฆ่าข้ารับใช้ตายไปกว่า100 ศพ ตราบจนกระทั่งในปี 1834 ได้เกิดเหตุไฟเผาขึ้น เมื่อพนักงานดับเพลิงเข้าไปก็เจอข้ารับใช้ทั้งยังชาย รวมทั้งหญิงถูกล่ามโซ่บ้าง ขังในกรงสุนัขบ้าง บางบุคคลถูกทำให้เสียโฉม บางบุคคลถูกตัดอีกทั้งแขน แล้วก็ขา อีกประมาณหนึ่งถูกห้ามพูดชิดกันเพื่อไม่กินอาหารตาย แม้กระนั้นเธอคนนี้กลับรอดพ้นจากความผิดพลาด 

เพราะเหตุว่าคุณมีเครือญาติเป็นผู้ว่าราชการที่มั่งมี แต่ว่าที่แน่นอนคฤหาสน์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้มีสิ่งที่หลาย ๆ คนประสบพบเห็นในตัวบ้านได้แก่ วิญญาณหลอนพร้อมด้วยเสียงกรีด รวมทั้งเสียงหวดของแส้เป็นช่วง ๆ สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านแถวนั้นหรือคนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นอย่างมาก เป็นที่กล่าวขานต่อ ๆ กันมาและยังไม่มีใครกล้าท้าทายเข้าไปลองพิสูจน์เพราะแค่เดินผ่านก็รู้สึกหายใจไม่ออกอึดอัดไปหมดแล้ว เรียกว่าเป็นเรื่องสยดสยองน่ากลัวอีกเรื่องนึงเลยก็ว่าได้

เรื่องเล่าผีสุดหน้ากลัว สถานที่ผีดุหอสังเกตการณ์สุดเฮี้ยนที่อังกฤษ ภาค 1

 

เรื่องเล่าผีสุดหน้ากลัว สถานที่ผีดุหอสังเกตการณ์สุดเฮี้ยนที่อังกฤษ ภาค 1

เรื่องเล่าผีสุดหน้ากลัว สถานที่ผีดุหอสังเกตการณ์สุดเฮี้ยนที่อังกฤษ Tower of London หอสังเกตการณ์ที่ลอนดอน ราชสำนักหลวงดั้งเดิมที่สำคัญของอังกฤษสถานที่ผีดุที่สุดอันดับที่หนึ่งในโลก เนื่องจากตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องผีเรื่องราวสุดสยองขวัญในอดีตกาลอัดแน่นกันอยู่นั่นเอง

เรื่องเล่าผีสุดหน้ากลัว สถานที่ผีดุ Tower of London เรื่องผี ลอนดอน

Tower of London ที่นี้เคยเป็นวังหลวงและก็ป้อม ตั้งเด่นเป็นสง่าริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ของกรุงลอนดอน ความงดงามแล้วก็สง่างามของพระราชสำนักหลวงที่นี้ มาจากการก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ หอสังเกตการณ์ที่ลอนดอน ข้างในมีหอสังเกตการณ์กว่า 20 ที่ แล้วก็ตึกข้างหลังใหญ่อีกหลายข้างหลัง ด้านในวงล้อมของกำแพงอันเข้มแข็งนี้ เป็นการผลิตขึ้นเพื่อคุ้มครองปกป้องการจู่โจมของชาวกรุงที่ต้านชาวนอร์มัน รวมทั้งการปกป้องคุ้มครองลอนดอนจากการรุกรานของศัตรูจากข้างนอก ทั้งยังตรงนี้ใช้เป็นพระราชฐานมาจนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 จนถึงถึงตอนเปลี่ยนระบอบการปกครองของอังกฤษก็เลยมีคำบัญชาให้รื้อถอนส่วนที่เป็นพระราชสำนักทิ้งไป

ถึงแม้หอสังเกตการณ์ที่นี้ถูกผลิตมากมายว่าพันปีแล้ว แม้กระนั้นความสง่าผ่าเผยก็ยังคงอยู่ เป็นโบราณสถานโบราณที่มีคุณค่า แล้วก็เคยผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มามากมายก่ายกอง ทั้งยังเคยใช้เป็นป้อมที่ขังผู้ต้องขังที่มีบรรดาศักดิ์สูง นายจ้าง เจ้าขุนมูลนายต่างๆรวมทั้งยังเป็นสถานที่สำหรับประหาร และก็ทรมาทรกรรมผู้ต้องขัง ทำให้หอสังเกตการณ์ที่นี้มีเสียงร่ำลือกันในเรื่องเกี่ยวกับการพบเห็นวิญญาณอยู่เรื่อยตั้งแต่วิญญาณเจ้าขุนมูลนาย ไปจนกระทั่งวิญญาณเคียดแค้นสุดสยองขวัญ

สถานที่ผีดุ Tower of London เรื่องเล่าผีสุดหน้ากลัว   วิญญาณพระราชโอรส

วิญญาณพระราชโอรส ที่ Bloody Tower หรือ หอสังเกตการณ์เลือด ยอดเยี่ยมในสิ่งปลูกสร้างของหอสังเกตการณ์ที่ลอนดอน เคยมีประวัติเล่าว่า พระผู้เป็นเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 รวมทั้ง พระราชโอรสริชาร์ด ดยุคที่ยอร์ก สองญาติพี่น้องผู้สืบทอดราชบัลลังก์อังกฤษ ได้ล่องหนไปอย่างปัญหาในหอสังเกตการณ์เลือดที่นี้ บ้างก็ว่าเหตุเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการฆ่าเด็กน้อยทั้งคู่เพื่อชิงราชบัลลังก์ของคนภายในวงศ์สกุลภายหลังพระผู้เป็นเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 สิ้นพระชนม์ไปแต่ว่าสิ่งที่ยังคงอยู่ในใจของผู้ดีอังกฤษซึ่งก็คือ วิญญาณของพระราชโอรสทั้งคู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหอสังเกตการณ์เลือดที่นี้ โดยมีการบรรยายกันปากต่อปากว่า มองเห็นวิญญาณของเด็กน้อย 2 คนภายในชุดขาว จับมือกันรวมทั้งเลือนหายเข้าไปในกำแพงของหอสังเกตการณ์เลือด

หอสังเกตการณ์อันสวยสดงดงาม และก็เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ที่อังกฤษ “Tower of London” ยังคงเปิดให้นักเดินทางเข้าไปดูความสง่า ค่าทางศิลป์ และก็ความยิ่งใหญ่ แต่ว่าในความแข็งแกร่งของหอสังเกตการณ์นั้น ยังสะท้อนถึงความน่าสยอง เรื่องราวสุดสยองขวัญ รวมทั้งน่าห่อเหี่ยวใจอย่างบอกไม่ถูก เรื่องเล่าผีในลอนดอนยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีวิญญาณที่รอคอยและวนเวียนในที่นั้น ๆ อยู่มากเดี๋ยวจะมีภาค 2 มาให้ได้หาอ่านกันอย่าพลาดรอชมภาค 2 กันได้เลย

ตำนานผีในอดดีต เรื่องเล่าสุดสยอง

 

ตำนานผีในอดดีต เรื่องเล่าสุดสยอง

ตำนานผีในอดดีต สุดสยองที่เป็นเรื่องจริง แถมบางเรื่องยังเอามาสร้างเป้นหนังให้เราได้ดูกัน แต่ละเรื่องแค่อ่านก็ว่าน่ากลัวแล้ว เอามาสร้างเป็นหนังยิ่งสยอง พาคิดภาพตามไปอีก ทำเอาไม่กล้าจะไปไหนคนเดียวแล้ว จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปตามอ่านกันเลย

ตำนานผีในอดดีต อเล็กซานเดอร์ ซอวี่นี

ตำนานประเด็นนี้มาจากประเทศสก็อตแลนด์ ในตอนต้นศตวรรษที่ 15 -16 โดยซอว์นี่ บีน (อเล็กซานเดอร์ ซอวี่นี) เป็นคนเกียจคร้าน มีนิสัยขุ่นเคืองร้าย ถูกใจใช้กำลัง รวมทั้งคงจะมีลักษณะอาการทางจิตใจอีกด้วย ซึ่งเขาได้ดำรงชีวิตคู่กับสตรีคนหนึ่งที่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน เริ่มเดินทางหาที่อาศัยอาศัยตามถ้ำ และก็หาเลี้ยงตัวด้วยการปล้นฆ่านักทัศนาจรที่ผ่านไปผ่านมาในรอบๆนั้น 

พวกเขาได้ให้กำเนิดบุตรสาว 6 คน แล้วก็ลูกชาย 8 คน ที่ห่วยไปกว่านั้นลูก ๆ ของเขากลับมีเซ็กส์ร่วมกัน ออกลูก คลอดหลานที่สติไม่สมประกอบ รวมแล้ว 32 คน แล้วก็ออกมาไล่ฆ่าคนเพื่อนำมาทำเป็นของกินดำรงชีวิต เป็นตำนานที่น่ากลัวมากมายๆผู้ใดกันแน่ถูกใจท่องเที่ยวตามป่า ตามเขา ควรจะมีหลอนกันบ้างแน่นอน

ตำนาน Babysitter Upstairs

Babysitter Upstairs เป็นเรื่องเล่าที่ฮิตของอเมริกาตลอดกาลที่เกี่ยวกับหญิงสาวที่รับเลี้ยงเด็กเวลาพ่อแม่ไม่อยู่บ้านในตอนกลางคืน โดยเฉพาะคืนนั้นเป็นคืนที่มีพายุหนัก และบ้านที่รับจ้างขนาดใหญ่ที่ว่าจ้างให้เธอรับเลี้ยงเด็ก และเมื่อเด็กนอนหลับเธอก็เริ่มได้รับโทรศัพท์แปลกโทรมา เมื่อเธอรับ เธอตกใจมากเมื่อปลายสายบอกว่าเขาจะมารับเธอ

 ด้วยความตกใจเธอเรียกตำรวจ ไม่กี่นาทีต่อมาตำรวจก็มาถึง ตำรวจเรียกเธอเพื่อบอกสิ่งที่พวกเขาสืบ โดยพวกเขาบอกเธอว่าสายมาจากภายในบ้าน และบางทีมันอาจจะอยู่ข้างบนบ้านแต่กระนั้นจะการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ก็ไม่พบคนแปลกหน้าอยู่ในบ้านเลยสักคน และนี้คือหนึ่งในเรื่องที่นิยมจนถูกนำไปทำภาพยนตร์สยองขวัญในเวลาต่อมา

มือตะขอ ตำนานผีในอดดีต เรื่องสุดท้าย

เป็นตำนานที่เลื่องลือในตอน 1940 เรื่องราวมีอยู่ว่ามีวัยรุ่นคู่หนึ่ง พวกเขาเป็นคู่รักกัน ทั้งสองกำลังขับรถยนต์กินลมชมวิว ฟังเพลงโรแมนติกอยู่ แล้วก็ด้วยบรรยากาศเปิดโอกาสทั้งสองเกิดอารมณ์ทางเพศ ทั้งสองจูบอย่าง ทั้งสองเลยคิดจะหยุดรถยนต์ทางเปลี่ยวเพื่อทำธุระที่ว่า 

ในขณะที่พวกเขากำลังหาที่เปลี่ยวนั้นเอง เพลงโรแมนติกก็หยุดลงพร้อมด้วยข่าวเร่งด่วน ว่ามีคนโรคจิตหนีออกมา โดยแจ้งลักษณะไปว่าเป็นคนซูบผอมตัวสูงมือซ้ายเป็นมือตาขอ หญิงสาวกลัวเลยให้ผู้ชายพาคุณกลับบ้าน ผู้ชายบอกว่าไม่ต้องกลัวคนร้ายที่ว่าอยู่ไกลเกินกว่าจะมาที่นี้ได้ 

เมื่อถึงที่เหมาะทั้งคู่ก็ร่วมรักกัน เมื่อเวลาผ่านไป หญิงสาวได้ยินเสียงขูดนอกรถ เสียงได้ดังใกล้เข้ามา หญิงสาวเริ่มรู้สึกกลัวบอกให้แฟนหยุดกิจกรรม แต่สักพักเสียงก็เงียบไป ทั้งสองหันไปที่ข้างหลังรถก็ไม่เจออะไรที่ผิดปกติ แต่ว่าหญิงสาวกลุ้มใจบอกให้ออกรถหนีไปจากที่นี้ซะ 

ชายหนุ่มเลยจำเป็นต้องออกรถตามหญิงสาวขอ รวมทั้งเมื่อทั้งสองไปสถานที่ไม่มีอันตราย ก็พบว่าที่ประตูรถยนต์ของพวกเขามีมือตาขอเกี่ยวอยู่ และก็แล้วประตูรถยนต์ก็เปิดออกมันใช้ตาขอเกี่ยวชายหนุ่มออกนอกรถ หญิงสาวกรีดรวมทั้งปิดประตู แล้ควบคุมสติออกรถในทันทีโดยไม่ทันไปดู พอกลับมาถึงหน้าบ้านคุณก็พบว่าประตูจับรถยนต์นั้นเปรอะเลือดเต็มไปหมด เรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นหนังมากที่สุด

เรื่องเล่าผี สถานที่ผีดุ Tower of London ภาค 2

 

เรื่องเล่าผี สถานที่ผีดุ Tower of London ภาค 2

เรื่องเล่าผี สถานที่ผีดุหอสังเกตการณ์สุดเฮี้ยนที่อังกฤษ Tower of London หอสังเกตการณ์ที่ลอนดอน ราชสำนักหลวงดั้งเดิมที่สำคัญของอังกฤษสถานที่ผีดุที่สุดอันดับที่หนึ่งในโลก เนื่องจากตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องผีเรื่องราวสุดสยองขวัญในอดีตกาลอัดแน่นกันอยู่นั่นเอง

เรื่องเล่าผี สถานที่ผีดุ Tower of London หอสังเกตการณ์ขาว ลอนดอน

ความหลอนยังไม่จบเท่านี้ เมื่อปี 1674 ช่างซ่อมหอสังเกตการณ์ ได้เข้ามาซ่อม แล้วก็ตีบันไดหินทางด้านในของ White Tower หรือ หอสังเกตการณ์ขาว ในหอสังเกตการณ์ที่ลอนดอนซึ่งคาดว่าเป็นที่ฝังพระราชโอรสทั้งยัง 2 เอาไว้ในสมัยก่อน ก็ได้เจอกับกะโหลกของเด็ก 2 ชิ้นร่วมกัน แม้ว่าจะพิสูจน์มิได้ว่า กะโหลกศีรษะทั้งคู่ จะเป็นของพระราชโอรสหรือเปล่า แต่ว่าราษฎรคนประเทศอังกฤษก็ปักใจเชื่ออย่างวางใจไปแล้ว วิญญาณที่กล่าวขานกันว่ามาปรากฎให้มองเห็นเสมอๆที่หอสังเกตการณ์ที่ลอนดอนก็คือ วิญญาณของพระนางแอนน์ โบลินน์ มเหสีองค์ที่ 2 ในพระผู้เป็นเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ซึ่งถูกประหารฐานมีชู้ และก็เป็นแม่มด แน่ๆว่าตอนยุคมืดในยุโรป มีการล่าแม่มดกันปกติ ทำให้คนดีที่ผิดหัวใจคนจำนวนไม่น้อยก็เปลี่ยนเป็นแม่มด แล้วก็โดนเผา หรือบั่นหัวกันเป็นว่าเล่น ซึ่งพระนางแอนน์ โบลินน์ก็เป็นเลิศในนั้น “ความไม่ผิดของนางอาจก่อให้วิญญาณวนเวียนและไม่ไปสู่สวรรค์” นี่เป็นสิ่งที่คนเมืองคิด รวมทั้งส่งต่อความเลื่อมใสนี้มาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ด้วยเหตุว่ามีการเอ๋ยถึงว่า ในเวลานั้นพระผู้เป็นเจ้าเฮนรี่ที่ 8 อยากได้อภิเษกสมรสกับมเหสีใหม่ ก็เลยปรารถนากำจัดพระนางแอนน์ โบลินน์ออกไปให้พ้นทาง โดยจัดฉากปัดความผิดให้ พร้อมหลักฐานเท็จให้แน่ ๆ ว่า การประหารพระนางแอนน์ก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ จุดประหารพระนางมีชื่อว่า “ทาวเวอร์กรีน” เป็นสนามซึ่งอยู่ในเขตหอสังเกตการณ์ที่ลอนดอน ว่ากันว่าตอนประหารพระนาง เพชฌฆาตชูพระเศียรขึ้นยก พระเนตรของพระนางยังคงลืมอยู่ แล้วก็พระปากก็ขมุบขมิบราวกับกำลังแช่งชักหักกระดูก จนถึงทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากมักมองเห็นพระนางมาปรากฏกายให้มองเห็นแบบผีไม่มีหัว เคยมีเรืองเล่ากันว่า ทหารยามมองเห็นสตรีสวมผ้าที่มีไว้สำหรับคลุมหัวเดินเที่ยวขอบระเบียงที่ถูกปิดตาย แต่ว่ามีลักษณะหิ้วหัวไว้ภายในมือ ไม่ก็จะได้ยินเสียงลากเครื่องพันธนาการในห้องประหารแล้วกรีดจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงมีสถานะการณ์แปลกๆให้มองเห็นทุกคืน

เสียงกรีดอันโหยหวน เรื่องเล่าผี ของเลดี้เจน เกรย์

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระผู้เป็นเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ราชบัลลังก์ก็ตกอยู่ในมือของโอรสแค่เพียงเลวทรามอึดใจ ไม่นานกษัตริย์องค์ใหม่ก็จากไปด้วยเหมือนกัน รัชทายาทองค์รองลงมาที่จะต้องดูแลราชบัลลังก์ที่อังกฤษต่อก็คือ เจ้าฟ้าหญิงแมรี่ ซึ่งมีพระราชคุณแม่เป็นคนประเทศสเปน ก็เลยกำเนิดกระแสการแย้งสังกัดเจ้าขุนมูลนายบางข้าง เจ้าขุนมูลนายที่ไม่อยากที่จะให้ประเทศสเปนมามีอำนาจในแผ่นดินอังกฤษก็ยืนขึ้นเกื้อหนุน เลดี้เจน เกรย์ สาวน้อยวัย 15 ปีให้ขึ้นครองราชย์ แต่ว่าภายหลังจากการครองราชย์เพียงแค่ 9 วัน ก็กำเนิดรัฐประหารขึ้นโดยกรุ๊ปผู้ช่วยเหลือเจ้าฟ้าหญิงแมรี่ แน่ๆว่า เลดี้เจน เกรย์ ผู้ไม่รู้เดียงสาก็ถูกนำตัวมาประหารที่หอสังเกตการณ์ที่ลอนดอน ความเศร้าของหญิงสาวได้กลายเป็นเสียงกรีดอันโหยหวนดังกระหึ่มทั่วหอสังเกตการณ์จนถึงทุกวันนี้ มีคนเคยพบเจอ วิญญาณของพระนางวิ่งอย่างเร็วไปตามเชิงเทียนท่ามกลางแสงเดือน แล้วก็กรีดด้วยความห่วงใยต่อชีวิตอันแสนสั้นของตน

ตำนานตุ๊กตาผี ที่มีอยู่จริง

 

ตำนานตุ๊กตาผี ที่มีอยู่จริง

ตำนานตุ๊กตาผี  ตุ๊กตาหนึ่งในข้าวของที่เด็กๆ ใช้เล่นเป็นเพื่อนแก้เหงา แต่ใครจะรู้ว่ามีวิญญาณร้ายอยู่  บางทีอาจไม่เชื่อคิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องแต่งเอาไว้หลอกเด็ก แต่ว่าตำนานเหล่านี้ล้วนเอามาจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง มีเรื่องไหนมีตุ๊กตาตัวไหนบ้างมาดูกัน

  1. ตุ๊กตาผี แอนนาเบลล์ 

ตุ๊กตาผีสิงที่คงจะมีชื่อเสียงที่สุดในโลกแล้ว ถึงแม้ใบหน้าจะมองน่าเอ็นดูแตกต่างจากในหนัง เมื่อก่อนจะถูกนำไปเก็บไว้ภายในพิพิธภัณฑสถานของครอบครัววอร์เรน มันก็ก่อปัญหาไว้ไม่น้อย ก่อนหน้าที่ผ่านมามันอยู่กับนิสิตวิชาพยาบาลชื่อว่า ดอนน่า รับตุ๊กตาตัวนี้มาจากแม่ของดอนน่าที่ซื้อให้เป็นของขวัญ ต่อจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกไม่เว้นแต่ละวัน 

หนักสุดก็คือวันหนึ่งเพื่อนที่มาพักในห้องของเธอถูกทำร้าย ดอนน่าเลยไปขอร้องอ้อนวอนลอร์เรน วอร์เรน ช่วยจนได้คำตอบว่าตุ๊กตาตัวนี้ถูกซาตานสิงอยู่ ทำให้วอร์เรนต้องรีบนำตุ๊กตาแอนนาเบลล์กลับไปปิดผนึกเอาไว้ภายในตู้ที่ทำจากกระจกที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ตั้งเอาไว้ภายในพิพิธภัณฑสถานโดยเขียนป้ายติดหน้าตู้ว่าห้ามเปิดโดยเด็ดขาด

  1. ตุ๊กตา โรเบิร์ต (Robert)

หนึ่งในตุ๊กตาที่มีอายุนับร้อยปี อยู่ในความครอบครองของเด็กน้อยจีน เด็กรู้สึกรักตุ๊กตาตัวนี้เป็นพิเศษ ถึงกับขนาดตั้งชื่อเดียวกันกับตนเองเลย โดยเรียกแทนตนเองว่าจีน ส่วนตุ๊กตาจะเรียก โรเบิร์ต คนที่อาศัยอยู่ในครอบครัวเห็นแก่ได้ยินเขาคุยกับตุ๊กตาเป้นประจำ ของใช้ของสอยในบ้านเริ่มหายไปจากที่เดิม และของใช้ที่อยู่ในบ้านเสียหายอยู่ตลอด

 จนกระทั่งถูกเก็บไว้ภายในห้องใต้หลังคาหลังที่ยูจีนเสียชีวิตในปี 1974 และก็เป็นของครอบครัวที่เข้ามาซื้อบ้านรายถัดมา ซึ่งก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันกับที่ครอบครัวออตโตเคยพบ แต่ว่าที่หนักกว่าก็คือโรเบิร์ตนั้นพยายามที่จะฆ่าลูกสาววัย 10 ขวบของเจ้าของบ้านด้วย ตอนท้ายมันก็ถูกย้ายไปเก็บเอาไว้ภายในตู้ที่พิพิธภัณฑสถานฟอร์ท ส่วนเรื่องราวของมันก็ถูกเอามาดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขเป็นหนังเรื่องชัคกี้นั่นเอง

  1. ตุ๊กตาผมยาวเองได้

ตุ๊กตาเด็กหญิงน่ารักน่าเอ็นดู ผมยาวสลวยคงถูกใจโอคิระอุแน่นอนตุ๊กตาตัวนี้อยู่ที่วัดมันเนน หมู่บ้านปะทุริซาว่า อำเภอยกจิ จังหวัดฮอคไกโด เมื่อก่อนผู้ครอบครองตุ๊กตาชื่อว่าโอคิลุก โอคิลุกรักตุ๊กตาตัวนี้มาก ภายหลังล้มป่วยแล้วก็เสียชีวิตลงด้วยวัย 3 ขวบเพียงแค่นั้น พ่อแม่ของโอคิลุกเลยนำตุ๊กตาตัวนี้ไปไว้กับป้ายวิญญาณเพื่อเป็นเพื่อนเล่น แต่ว่าสิ่งที่แปลกเป็นตุ๊กตากลับมีผมยาวออกมาเรื่อยซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการยืนยันอะไรต่อเพราะว่ายาวขึ้นมาได้ยังไง

 

เรื่องเล่าสุดท้าย  ตำนานตุ๊กตาผี เรื่องสุดท้าย

 

แฮโรลด์  ตุ๊กตาแฮโรลด์นิยมขเพราะมันเป็นตุ๊กตาผีตัวแรกที่ถูกเอามาประมูล แต่ว่าอายุอานามของมันดั้งเดิมกว่านั้นมาก เช้าใจกันว่าถูกผลิตขึ้นมาตั้งแต่ปี 1930 ไว้ใช้สำหรับเป็นเครื่องมือถ่ายประกอบการถ่ายภาพยนตร์ ต่อจากนั้นก็เริ่มมีคนเห็นว่ามันขยับร่างกายเองได้ ด้วยความหวาดกลัวมันก็เลยถูกขายถัดไปเรื่อย ผู้ครอบครองแต่ละคนมักพบแต่ว่าเรื่องร้ายๆมีการสูญเสียคนสนิทอยู่เสมอ จนมาอยู่อยู่ในมือผู้ครอบครองปัจจุบันที่ประมูลได้มันไป ซึ่งเขาก็นำมันไปปรับปรุงแก้ไขซ่อมแซม แล้วรักษาและนำไปเก็บไม่ให้ใครได้เจอมันอีกเลย

ตำนานคุกผีสิง ที่เมืองเวอร์จิเนีย

 

ตำนานคุกผีสิง ที่เมืองเวอร์จิเนีย

ตำนานคุกผีสิง ที่เมืองเวอร์จิเนียมีสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับเรื่องของอาคารบ้านเรือนที่มีความงามเยอะแยะโดยรูปแบบของอาคารบ้านเรือนของตรงนี้นั้นจะมีการสร้างคล้ายกับประสาทในสถานที่ต่างๆส่วนมากนั้นก็จะมีลักษณะความเหมือนกันซึ่งแนวคิดสำหรับเพื่อการสร้างตึกของตรงนี้จะเน้นย้ำในทรงของประสาทโกธิค

 ซึ่งแน่นอนมีเมืองก็ต้องมีเรือนจำ ซึ่งที่นี่มีเรือนจำแห่งหนึ่งซึ่งมองดูภายนอกแล้วเป็นคุกที่มีความงดงามเหมือนอย่างกับว่าผู้ต้องขังนั้นได้อาศัยอยู่ด้านในพระราชวัง นักเดินบางคนไม่เคยทราบว่าที่นี่เป็นคุกเพราะมีความรู้สึกว่าตรงนี้เคยเป็นประสาทของพวกเราเจ้าขุนมูลนายหรือของชนชั้นสูงมาก่อนแน่ ๆ เพราะมันสวยงามเกินกว่าจะเป็นคุกได้

ความเป็นมาของ ตำนานคุกผีสิง คุกผีสิง

ที่จริงแล้วตรงนี้เป็นคุกหรือที่พวกเราเรียกกันว่าเรือนจำและที่เรือนจำที่นี่ไม่ได้มีความงดงามสิ่งเดียวแค่นั้นแต่ว่ามันยังมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของวิญญาณที่รอหลอกผู้คนโดยที่คุกในเมืองเวอร์จิเนียนี้ว่ากันว่ามีการเปิดให้ใช้งานขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1876 โดยตอนที่มีการก่อสร้างคุกที่นี่นั้นเดิมทีพื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่ที่เป็นสถานที่รกร้างว่างเปล่า

 ตอนแรกแล้วพื้นที่นี้เคยเป็นหลุมฝังศพเก่ามาก่อนโดยเป็นการนำศพของคนเผ่าอินเดียแดงมาฝังไว้ตรงรอบๆพื้นที่นี้ต่อจากนั้นก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากหลุมฝังศพมาเป็นตึกเอาไว้สำหรับให้ผู้ต้องขังนั้นได้มาพักอาศัย คุกนี้มีนักโทษที่เคยเข้ามาอยู่ตรงนี้สูงถึง 480 คนเลยทีเดียวและปริมาณผู้ต้องขังในทุกๆปีก็มากเพิ่มขึ้น มากยิ่งขึ้นจาก 480 คนก็เปลี่ยนมาเป็น 2,400 คน และจะต้องมีคนที่เสียชีวิตอยู่ในคุกที่นี้ไม่น้อยเลยทีเดียว 

ผู้ต้องขังแต่ละคนนั้นแตกต่างกันใครที่ทำไม่ดีไว้มากโทษก็จะหนักซึ่งการลงอาญาสำหรับผู้ต้องขังที่มีความผิดเยอะมาก ๆ ก็คือการประหารหรือผู้ต้องขังบางทีก็อาจจะถูกทรมานร่างกายจนไม่สามารถที่จะทนพิษบาดแผลไหวแล้วก็ตายไปเอง หรือผู้ต้องขังบางคนเกิดความรู้สึกทุกข์สภาพจิตใจย่ำแย่เพราะไม่อาจจะทนที่จะต้องจำคุกก็จะมีการฆ่าตัวตายหรือมีการวิวาทกันรวมทั้งฆ่ากันตายก็มีทำให้ที่คุกแห่งนี้เป็นที่สถิตของเหล่าวิญญาณทั้งหลายแหล่โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิญญาณของผู้ต้องขังที่เคยถูกกักขังอยู่ในที่แห่งนี้

อย่างไรก็ตามประชาชนที่อยู่รอบๆพื้นที่ใกล้เคียงนี้ต่างก็ลือกันถึงภูตผีที่อาศัยอยู่ในคุกแห่งนี้ว่าพวกเขาชอบเห็นว่าตรงประตูปากทางเข้ามักจะเปิดเองโดยที่ไม่มีคนมายืนรอเปิดแล้วก็ชอบมองเห็นเงาลางๆคล้ายคนเดินเข้าเดินออกอยู่เป็นประจำและก็ที่สำคัญบางคืนก็จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนราวกับว่าคนกำลังถูถูกทำร้ายอย่างรุนแรงอย่างยิ่ง จริงๆ คุกแห่งนี้เองเคยมีผู้ที่ต้องการลองของต้องการจะพบว่าผีมีจริงหรือไม่มาลองของกันแล้วทุกคนต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นี่น่าสยองมากเพราะว่าเพียงเข้าไปไม่กี่ก้าวแค่นั้นก็รู้ได้เลยว่าน่าจะมีวิญญาณสิงอยู่และก็เมื่อเข้าไปก็จะรู้สึกอึดอัดจนอยากจะอาเจียนออกมาอย่างยิ่ง

เรื่องเล่าสยองขวัญ เรื่อง 7วันอาฆาต

 

รีวิวหนัง Underworld 3 (2009) สงครามโค่นพันธุ์อสูร 3

Underworld 3 (2009) สงครามโค่นพันธุ์อสูร 3 2ทศวรรษเริ่มกำเนิดเผ่าพันธุ์ทั้งสอง สงครามได้อุบัติขึ้น วิคเตอร์สร้างขุมกำลัง เหล่านักรบแวมไพร์เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ตนเองจากหมาป่า จนเค้าถือกำเนิดขึ้น ลูเซียน ทารกน้อย หลายครั้งที่ใจของวิคเตอร์อยากจะสังหารทารกน้อย แต่เข้าไม่ หลายปีเติบโต ลูเชียน แข็งแกร่งและเก่งกาจ วิคเตอร์เลี้ยงลูเซียนด้วยความกดดัน และฝึกให้เป็นทาสที่แข็งแกร่ง วิคเตอร์ใช้ไลแคนหรือมนุษย์หมาป่าเป็นเครื่องมือ หรือทาสรับใช้

 วิคเตอร์ สร้างอาณาจักรขึ้นด้วย อำนาจและสันดานฉ้อฉล วิคเตอร์รับส่วยจากมนุษย์ เพราะความฉลาด ถ้ามนุษย์ส่งส่วยหรือเรียกว่าบรรณาการให้ จะได้รับความคุ้มครองจากเหล่าแวมไพร์และไลแคนตัดภาพมาที่ ชอนย่าลูกสาวคนเดียวของวิคเตอร์ ลูกสาวที่วิคเตอร์หึงหวงมากที่สุด ได้แอบมีสัมพันธ์ลับกับลูเชียน โดยที่วิคเตอร์ไม่รู้ ลูเซียนบอกกับชอนย่าว่าจะหาทางหนีให้ได้ ตัดภาพมาที่ฉาก 


เนื้อเรื่อง Underworld 3 (2009) สงครามโค่นพันธุ์อสูร 3

ฉากมนุษย์เดินทางมาเพื่อส่งส่วยให้แวมไพร์แต่ด้วยระหว่างทาง หมาป่าข้างนอกเมืองได้บุกเข้ามาจู่โจมกะทันหัน พวกมันมีกำลังมากกว่า จึงทำให้ซอนย่า ตกอยู่ในอันตราย ลูเซียนรู้เข้าจึงกังวลใจอย่างมาก ลูเซียนได้ตามออกไปช่วยซอนย่าได้สำเร็จแต่อย่างนั้นแล้ว ลูเซียนถอดปลอกคอออกกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า เพื่อช่วยซอนย่า แต่ทว่าวิคเตอร์สั่งห้ามลูเซียนไม่ให้ถอดปลอกคอออก จึงโดนลงโทษอย่างหนักโดยการเฆี่ยนด้วยแซ่หวาย

 วิคเตอร์เริ่มเกิดความสงสัยในตัวลูเซียน จึงขังลูเซียนไว้เพื่อกักขังตลอดชีวิต ลูเซียนคิดหาวิธีเพื่อหนีออกไปจากคุกนี้ แต่หารู้ไม่ว่ามีคนรู้เรื่องนี้แล้ว แต่ที่ไม่นำเอาเรื่องของซอนย่ากับลูเซียนไปเปิดเผยก็เพราะต้องการบางสิ่ง คือตำแหน่งในสภา ลูเซียนจึงตกลงกับซอนย่าว่า ถ้าทาซอสให้กุญแจคุกกับลูเซียน จะให้ตำแหน่งในสภาอย่างที่ต้องการ แต่ ต้องช่วยลูเซียนออกจากคุก ตัดภาพมาที่ลูเซียนเกณฑ์พลแหกคุก ออกไปข้างนอกได้สำเร็จ

 ลูเซียนก่อกำลัง เพื่อกลับมาช่วยชีวิตชอนย่า แต่เป็นกลแผนของวิคเตอร์เพื่อล่อ ลูเซียนมาติดกับ และวิคเตอร์ก็ทำสำเร็จในคืนวันนั้นที่ชอนย่าไม่มาตามนัดจึงทำให้ลูเชียนยกกำลังมาลักพาตัวชอนย่าไป แต่หนทางหนีช่างน้อยนิด วิคเตอร์ ทำอะไรไม่ได้ เพราะคนในสภาต่างรู้เรื่องชอนย่ามีสัมพันธ์ลับกับลูเซียนแล้วจึงจำเป็นต้องให้คนในสภาตัดสินใจ ลงความเห็น ทุกคนในสภาลงความเห็นว่า ชอนย่าต้องตายสถานเดียว วิคเตอร์ ผู้ทรงอำนาจ และมีความเป็นผู้นำเด็ดขาด จึงจำใจต้องตัดสินโทษให้ลูกสาวตัวเองต้องโทษประหาร ตัดภาพมาที่วันที่ชอนย่าโดยประหาร 

ลูเซียนไม่นิ่งนอนใจแน่นอน จึงตามไปช่วยจนติดกับดัก ลูเซียนได้เห็นซอนย่า ถูกประหาญไปกับตา ลูเซียนเสียใจมาก และทำอะไรไม่ถูก แค้นที่วิคเตอร์ฆ่าได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง จึงกลายร่างเป็นไลแคนอลาวาด อย่างป่าเถื่อนด้วยความเป็นผู้นำ ไลแคน ไม่มีใครเอาชนะลูเซียนได้แม้แต่วิคเตอร์และพลทหารของแวมไพร์ก็ไม่สามารถต่อกลอนกับพละกำลังมหาศาลของวิคเตอร์ได้

คะแนน เต็ม10/10 ไม่หัก

 

รีวิวหนังเรื่อง Underworld 2 Evolution (2006) สงครามโค่นพันธุ์อสูร 2

 

Beckett คนดวงซวยอะไรก็ช่วยไม่ได้

Beckett ถ้าหากจะมีหนังสักเรื่องที่ดูเหมือนจะใกล้ตัวแล้วก็ดุจดั่งว่ากำลังเกิดขึ้นในประเทศไหนสักประเทศในโลกนี้ Beckett น่าจะเป็นหนังที่มองใกล้เคียงความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย เมื่อเบ็คเกตต์ (จอห์น เดวิด วอชิงตัน) แล้วก็เอพริล (อลิเซีย วิแกนเดอร์) คนรักที่ตกลงใจเดินทางไปพักร้อนที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ

Beckett เนื้อเรื่อง

 กลางทางกำลังเดินทางกลับอพาร์ทเม้นท์ในตอนกลางคืน ด้วยความง่วงหงาวหาวนอนทำให้เบ็คเกตต์กำเนิดหลับในรวมทั้งทำให้รถยนต์ที่เขาขับพุ่งตกลงไปยังเหวตื้นกระทั่งพุ่งเข้าชนบ้านร้างข้างหลังหนึ่ง ระหว่างที่กำลังขอคืนสติกลับมา เขาชำเลืองไปมองเห็นเด็กผู้ชายท่าทางตกอกตกใจ 

เมื่อเขาบากบั่นคลานไปพบเอพริลที่จมกองเลือด เบ็คเกตต์กำเนิดอาการสลบไป ภายหลังที่เบ็คเกตต์ฟื้นขึ้นมาในโรงหมอ เขาถูกตำรวจสอบสวน แต่ว่าภายหลังพากเพียรเดินทางกลับไปยังจุดเกิดเหตุ เบ็คเกตต์ถูกตำรวจยิง วินาทีนั้นเองเขาเริ่มฉุกคิดได้ว่าแนวทางเดียวที่ตนเองจะรอดตายเป็นการเดินทางไปยังสถานทูตอเมริกา แต่ว่ากลางทางอันแสนยาวไกล เขาถูกตามล่าจากผู้รักษาข้อบังคับอย่าง “ตำรวจ” อย่างไม่ลดละ ทำให้เขาเริ่มสงสัยว่าตกลงแล้วกำเนิดอะไรขึ้นอยู่กับตัวเขาเองกันแน่เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน

 อยู่ในหมวดหนังคนดวงไม่ดีๆที่ดันไปอยู่ไม่ถูกที่ผิดทาง โดยกลางทางที่เขาอุตสาหะจะเอาชีวิตรอด เบ็คเกตต์ (และก็ผู้ชม) จะเริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้โอกาสละเล็กว่า ที่จริงแล้วการเช็ดไล่ล่านั้นเกิดขึ้นเนื่องจาก การที่ตัวละครที่เป็นตัวเอกดันไปมองเห็นในสิ่งที่เขาไม่สมควรจะมองเห็น ด้วยการที่ผู้แสดงอย่างเบ็คเกตต์เองเป็นเพียงแค่นักเดินทางปกติทำให้กรรมวิธีการเอาชีวิตรอดในหนังประเด็นนี้ก็เลยมีความค่อยเป็นค่อยไป

จุดสำคัญของเรื่อง  Beckett

เมื่อเหตุการณ์เริ่มทวีเริ่มร้ายแรงเข้มข้นเยอะขึ้นเรื่อยๆ เบ็คเกตต์ก็เริ่มจะจำเป็นต้องเก็บตั้งสติคิดหาวิธีสำหรับในการคิดแก้ไขสิ่งที่เขาจะต้องพบเจอได้อย่างมิได้คิดว่าน่าขัดอกขัดใจสำหรับผู้ชม อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าดึงดูดที่สุดของเรื่องเป็นการที่หนังดำเนินไปแล้วสักระยะ ทำให้พวกเรารับทราบว่าความดวงไม่ดีของตัวนำนั้นดันเกี่ยวโยงกับหัวข้อการเมืองที่กำลังเรือนจำอบอวลแล้วก็กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงผ่านอำนาจ จนถึงส่งผลให้เกิดเรื่องราวลักพาตัวลูกชายนักการเมืองแบบที่พวกเราได้มองเห็นกัน

 หากว่าหัวข้อการเมืองในหนังจะมิได้ถูกเอามาขยี้ให้เปลี่ยนเป็นหัวข้อสำคัญ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นความสับสนทำให้พวกเราได้มีความคิดเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวข้อนั้น โดยความเป็นจริงแล้วนักแสดงอย่างเบ็คเกตต์และก็เอพริลนั้นจริงๆบางทีก็อาจจะเป็นเพียงแค่เบี้ยตัวหนึ่งที่เปลี่ยนมาเป็นตัวละครกลับเกมด้านการเมืองแคว้น (และก็การบ้านการเมืองระดับประเทศ) 

ซึ่งแม้ว่าจะมิได้รับคำชี้แจงอย่างชัดแจ้งแต่ว่าผู้ชมก็เพียงพอจะทำความเข้าใจได้ว่า ไม่ว่าจะจบทางไหน คนอย่างเบ็คเกตต์ก็ไม่เคย “มีตอนจบ” ที่สุขสม แฮปปี้เอนดิ้งเสมอ หากว่าเขาจะเลือกเป็น “ผู้แสดงนำชาย” ตามประสาอเมริกันวีรบุรุษตามที

 

ปลาตะพัด

ปลาตะพัด

สกุลปลาตะพัด (อังกฤษ: Bonytongues fish, Arowana) ตระกูลปลาตระกูลหนึ่งในอันดับ Osteoglossiformes มีลักษณะสำคัญที่วิวัฒนาการจากปลาในยุคโบราณคือ มีส่วนกระดูกที่หัวแข็ง หรือลิ้นแข็งเป็นกระดูก คำว่า Osteoglossidae (/ออส-ที-โอ-กลอส-ซิ-ดี้/) เป็นภาษากรีกหมายถึง “ลิ้นกระดูก” อธิบายลักษณะของปลาในกลุ่มนี้

ลักษณะรวมทั้งการแพร่กระจายพันธุ์

ปลาในตระกูลปลาตะพัดเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืด เป็นปลากินเนื้อ มักหากินบริเวณผิวน้ำ โดยอาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็ก แมลง สัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดเล็ก อาจกินนกหรือหนูตัวเล็กๆได้ด้วย ด้วยการกระโดดงับ มีนิสัยดุร้าย กระด้าง มักอยู่ตัวเดียวตามลำพังหรือเป็นฝูงเล็กๆไม่เกิน 5 ตัว พบมากในลำธารน้ำใสสะอาด มีกระแสน้ำไหลเอื่อยๆในป่าดงดิบชื้น แต่ในบางพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น ที่อินโดนีเซีย ปลาจะอาศัยในน้ำที่มีค่าความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ (น้อยกว่า 5.5 pH) อย่างน้ำในป่าพรุ ฯลฯ

ปลาในตระกูลนี้มีสืบสายพันธุ์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์โดยพบซากฟอสซิลอายุราว 60 ล้านปีมาแล้วในชั้นหิน ตั้งแต่ยุคพาลีโอซีน, อีโอซีน และโอลิโกซีน ซึ่งสันนิษฐานว่า ปลาในตระกูลนี้ในสมัยนั้นพบกระจายอยู่ทั่วโลก แต่ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว 3 สกุล 7 ชนิด ได้แก่ สกุล Brychaetus 1 ชนิด, Joffrichthys 2 ชนิด และ Phareodus 4 ชนิด1234

สามารถแบ่งตระกูลปลาสะพัดออกได้เป็นสกุลย่อยอีก 2 ตระกูล คือ Heteroidinae มีลักษณะสำคัญคือ ไม่มีหนวดที่คาง มีก้านกระดูกแก้ม 10 หรือ 11 ก้าน โดยมีเพียง 2 จำพวกเท่านั้น และตระกูลย่อย Osteoglossinae มีลักษณะสำคัญคือ มีหนวดที่ค่าง 1 คู่ แล้วก็มีก้านกระดูก 10-17 ก้าน5 ปัจจุบัน พบปลาในตระกูลปลาตะพัดทั้งหมด 8 จำพวก ใน 4 สกุล โดยทั้ง 2 ตระกูลย่อยนี้ พบ 3 ชนิด ในทวีปอเมริกาใต้, 1 ชนิด ในทวีปแอฟริกา, 2 ชนิด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, 2 ชนิด ในทวีปออสเตรเลีย โดยเฉพาะชนิดที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีหลากสายพันธุ์ลักษณะสีสันต่างกันไป ตามพันธุกรรมและสภาพที่อยู่อาศัย ตั้งแต่สีทองเข้ม ทองอ่อน เขียว แดงเข้ม แดงอ่อน หรือทองอ่อนหางเหลือง ฯลฯ

โดยปลาในตระกูลนี้เป็นปลาที่มักอาศัยและหากินบริเวณผิวน้ำ เป็นปลาที่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ในการหายใจ โดยดูดผ่านถุงลมที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย คล้ายกับปอดของสัตว์บกหรือมนุษย์6

ทั้งหมดนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ที่มีราคาแพง สถานะในธรรมชาติจัดเป็นปลาใกล้สิ้นพันธุ์ แต่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในปัจจุบัน โดยในประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์ปลาสะพัดได้เสร็จเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 โดยสถานีประมงน้ำจืด จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ตระกูลปลาตะพัด

ปลาตะพัดอเมริกาใต้สีเงิน (Osteoglossum bicirrhosum)
ฟอสซิลปลาในตระกูลปลาตะพัด ชนิด Phareodus testis ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว พบในทวีปอเมริกาเหนือ
การจำแนกชั้นทางด้านวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
อันดับ: Osteoglossiformes
ตระกูล: Osteoglossidae
Bonaparte, 1832
ตระกูลย่อยและสกุล
Heterotidinae
Arapaima
Heterotis
Osteoglossinae
†Brychaetus
†Joffrichthys
Osteoglossum
†Phareodus
Scleropages

การแบ่งแยก

ปลาอะราไพม่า หรือ ปลาช่อนยักษ์อเมซอน (Arapaima gigas)
ปลาตะพัดแอฟริกา (Heterotis niloticus)
ปลาตะพัดอเมริกาใต้สีเงิน (Osteoglossum bicirrhosum)
ปลาตะพัดอเมริกาใต้สีดำ (Osteoglossum ferreirai)
ปลาตะพัด (Scleropages formosus)
ปลาตะพัดประเทศออสเตรเลีย (Scleropages jardini)
ปลาตะพัดประเทศออสเตรเลียจุด (Scleropages leichardti)
ปลาตะพัดประเทศพม่า (Scleropages inscriptus)

ปลาอะโรวาน่าออสเตรเลียจุด ปลาอะโรวาน่าเอเชีย

ปลาอะโรวาน่าออสเตรเลียจุด ปลาอะโรวาน่าเอเชีย

ปลาอะโรวาน่าออสเตรเลียจุด
หรือ ปลาตะพัดออสเตรเลียจุด (อังกฤษ: Spotted arowana, Dawson river salmon; ชื่อวิทยาศาสตร์: Scleropages leichardti) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในตระกูลปลาตะพัด (Osteoglossidae) มีรูปร่างใกล้เคียงปลาสะพัด (S. formosus) ที่พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด แต่มีเกล็ดขนาดเล็กกว่า ลักษณะลำตัวยาวเรียวกว่าปลาตะพัดชนิดอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด บริเวณสันหลังตรง ลำตัวบริเวณด้านหลังและด้านข้างลำตัวเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมเขียว หรือเหลืองอมเขียว บริเวณส่วนท้องสีจางกว่าลำตัว มีเกล็ดตามเส้นข้างตัว 35 เกล็ด มีจุดสีส้มอมแดงหรือชมพู สะท้อนแสงบนเกล็ดแต่ละเกล็ดจำนวน 1-2 จุด ยิ่งโดยเฉพาะในปลาที่โตสุดกำลังจะเห็นได้ชัดเจน อันเป็นที่มาของชื่อ ครีบมีขนาดเล็กกว่าปลาตะพัด ครีบหลังและครีบก้นสีส้ม ขอบครีบทั้งสองมีแถบสีน้ำตาลดำ ครีบตูดยาวกว่าครีบด้านหลังเล็กน้อยมีก้านครีบ 31 ก้าน ครีบข้างหลังมีก้านครีบ 20 ก้าน หัวมีลักษณะกลมป้านและสั้นกว่าปลาสะพัด หนวดทั้งคู่ม้วนงอเข้าหาหัว ปลาในวัยเล็กไม่มีจุดสีแดงดังที่กล่าวถึงแล้วรวมทั้งมีสีลำตัวออกเงินแวววาว

โตเต็มที่ประมาณ 90 เซนติเมตร พบในภาคทิศตะวันออกและเหนือของประเทศออสเตรเลีย บริเวณเมืองควีนส์แลนด์และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี นอกจากนี้ยังพบในประเทศอินโดนีเซียบริเวณอิเรียนจายาและก็เกาะนิวกินี ด้วย โดยชื่อวิทยาศาสตร์ leichardti ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ ลูดวิก ลิชฮาร์ท นักสำรวจธรรมชาติชาวปรัสเซีย ที่ค้นพบปลาจำพวกนี้ โดยสถานที่ค้นพบครั้งแรก คือ แม่น้ำเบอดีกิน

ปัจจุบันมีสถานภาพเป็นปลาที่ขึ้นบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างชาติซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เป็นปลาที่เจอได้ยากในธรรมชาติ แต่สามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้แล้ว นิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงาม แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก จึงจัดเป็นปลาหายากในแวดวงปลาตู้ ทำให้มีราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ซึ่งปลาสะพัดประเภทนี้มีนิสัยขี้ตกใจมากที่สุดในบรรดาปลาตะพัดทั้งหมด

มีชื่อเรียกในภาษาพื้นถิ่นว่า บารามุนดี (Barramundi) หรือ ซาราโตก้า (Saratoga)

ปลาอะโรวาน่าเอเชีย หรือ ปลาตะพัดเอเชีย (อังกฤษ: Asian arowana) เป็นสกุลของปลาน้ำจืดจำพวกหนึ่งในสกุล Scleropages (/สะ-เคอ-โอ-พา-กิส/) ในเครือญาติ Osteoglossidae

ถือเป็นปลาโบราณที่สืบเผ่าพันธุ์มาจากปลาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีลักษณะรูปร่างไม่ต่างจากบรรพบุรุษในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากนัก เป็นปลาที่มีวิวัฒนาการแยกออกจากปลาสกุลอื่นในสกุลเดียวกัน เมื่อกว่า 140 ล้านปีก่อน ในยุคครีเตเชียสตอนต้น
ศัพทมูลวิทยา
คำว่า Scleropages มาจากภาษากรีกโบราณคำว่า “σκληρός” (skleros) หมายถึง “หนัก” หรือ “ยาก, ลำบาก” และ pages สันนิษฐานว่ามาจากรากศัพท์ละติน หมายถึง “ใบไม้” คือ ลักษณะของเกล็ดบนลำตัวปลาที่มีขนาดใหญ่3

ลักษณะและพฤติกรรม
เป็นปลาที่มีรูปร่างโดยรวมเป็น ลำตัวยาว ด้านข้างแบน เกล็ดมีขนาดใหญ่เป็นระเบียบอย่างงดงาม เกล็ดบริเวณเส้นข้างลำตัวมีประมาณ 24 ชิ้น ตาโต ปากใหญ่เฉียงขึ้นด้านบน ฟันแหลม ครีบหลังและครีบก้นยาวไปใกล้บริเวณครีบหาง สันท้องคม ครีบทุกครีบแหลมยาวโดยเฉพาะครีบอก แล้วก็ฉีกขาดได้ง่ายมาก มีหนวด 1 คู่อยู่ใต้คาง ขนาดโตเต็มที่ได้ยาวได้ราว 90 เซนติเมตร หนักได้ถึง 7 กิโลกรัม พฤติกรรมชอบว่ายรอบๆขอบผิวน้ำ เป็นปลากินเนื้อซึ่งอาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็ก ตลอดจนแมลง, สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดเล็ก ปลาโตเต็มวัยสามารถกระโดดงับอาหารได้สูงถึง 1 เมตร

มีนิสัยหยาบพอเหมาะพอควร มีพฤติกรรมชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว หรือไม่ก็จับกลุ่มเป็นฝูงเล็กๆไม่เกิน 3-5 ตัว ในป่าดิบชื้นที่มีน้ำใสสะอาด และในบางแหล่งที่มีภาวะความเป็นกรดของน้ำ (pH) ค่อนข้างสูง เช่น ป่าพรุ

เจอกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะภูมิภาคเอเชียอาคเนย์และออสเตรเลียบริเวณรัฐควีนส์แลนด์รวมทั้งนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีเท่านั้น

เป็นปลาที่มีสีสันหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยและพันธุกรรม ซึ่งมีอีกทั้ง สีเงิน, สีเขียว, สีแดง, สีส้ม หรือชำเลืองสีต่างๆเหล่านี้ในเกล็ด โดยเฉพาะในจำพวก S. formosus

การจำแนก
มีทั้งหมด 4 ชนิด โดยพบในเอเชียทิศตะวันออกเฉียงใต้ 2 ชนิด ในออสเตรเลีย 2 จำพวก

Scleropages formosus
พบในทวีปเอเชียทิศตะวันออกเฉียงใต้ นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากโดยยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มชาวจีนและชาวญี่ปุ่น เนื่องจากเชื่อว่าเป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายมังกร มีราคาที่ค่อนข้างสูงในสายพันธุ์ที่มีสีแดงและสีทอง ที่เรียกชื่อแตกต่างกันออกไป

Scleropages jardinii
พบในออสเตรเลีย มีรูปร่างอ้วนป้อมและเกล็ดมีขนาดเล็กกว่าชนิดแรก ส่วนหัวมีลักษณะแหลมยาวกว่า มีจุดเด่นคือ มีจุดสีเขียวเป็นเม็ดเล็กๆตามครีบท้อง นิยมตกเป็นเกมกีฬาในท้องถิ่น และเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

Scleropages leichardti
พบในออสเตรเลียทางภาคเหนือ และในอินโดนีเซียบางส่วนด้วย มีลักษณะเหมือนชนิด S. jardinii แม้กระนั้นมีรูปร่างที่เรียวยาวกว่า และเมื่อปลาโตเต็มที่แล้ว ตามลำตัวจะปรากฏเม็ดกลมสีชมพูหรือแดงอ่อนๆกระจายอยู่ทั่วลำตัว

Scleropages inscriptus
พบในประเทศพม่า และบางส่วนในประเทศไทยและมาเลเซีย มีลักษณะคล้ายกับประเภท S. formosus เนื่องจากถูกแบ่งแยกออกมาในปี ค.ศ. 2012 โดยมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกันในทางสรีระ แต่ว่ามีลวดลายราวกับลายสมองปรากฏปกติตั้งแต่แผ่นปิดเหงือก จนกระทั่งครีบหาง ในขณะที่สีตามลำตัวจะเป็นสีเขียวชำเลืองสีฟ้า

การแพร่พันธุ์และสถานะ

พฤติกรรมเมื่อเวลาผสมพันธุ์และตกไข่ ปลาตัวผู้และตัวเมียจะจับคู่กัน เมื่อได้เวลาที่ปลาตัวเมียจะออกไข่ ปลาตัวผู้จะว่ายเข้าไปผสมน้ำเชื้อ ไข่มีลักษณะเป็นลูกกลมสีส้ม ไข่ไม่จับตัวกัน ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายดูแลไข่โดยอมเอาไว้ภายในปากตราบจนกระทั่งฟักเป็นตัว ปริมาณในการวางไข่แต่ละครั้งประมาณ 40-100 ฟอง ซึ่งอายุของปลาที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นอยู่ที่ราว 1.5-2 ปี ลูกปลาเมื่อแรกเกิดจะยังว่ายไม่ได้ และมีถุงไข่แดงติดออกมา ซึ่งถุงไข่แดงนี้จะยุบลงในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ พร้อมกับลูกปลาที่เริ่มจะว่ายน้ำได้แล้วและเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

ปลาในสกุลนี้ ทุกชนิดเป็นปลาที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์แล้ว โดยมีชื่อติดอยู่ในรายชื่อบัญชีของ CITES ในบัญชีที่ (Appendix I) ซึ่งผู้ที่เลี้ยง, ค้าขายหรือครอบครองต้องได้รับอนุญาตจากทางการของแต่ละประเทศซะก่อน

ปัจจุบัน มีการเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในหลายประเทศ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย

อนึ่ง ปลาชนิด S. formosus ซึ่งมีสีสันที่หลากหลายนั้นได้ถูกจัดแบ่งออกเป็นหลายชนิดในปี คริสต์ศักราช 2003 แต่ชื่อวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังไม่ค่อยใช้แพร่หลายใช้กันเท่าใดนัก อย่างเช่น S. aureus, S. legendrei และ S. macrocephalus