ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ Covid-19

ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ Covid-19
ทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาทำความรู้จักสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา
การเกิดขึ้นของเชื้อไวรัสโคโรนาสายประเภทใหม่ที่มีการแพร่ขยายไปทั่วก่อให้เกิดปัญหาและความไม่แน่นอนสำหรับในการต่อสู้กับโรคระบาด เชื้อของโควิด-19 เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เหมือนกันกับเชื้อไวรัสอื่นๆในขณะลักษณะสำคัญของเชื้อไวรัสยังคงดังเดิม ความเคลื่อนไหวบางสิ่งที่เรียกว่าการกลายพันธุ์นี้ สามารถส่งผลให้เกิดความไม่เหมือนเป็นอย่างมากในลักษณะเบื้องต้นแล้วก็ผลกระทบจากเชื้อไวรัส เหล่านักวิทยาศาสตร์เพียรพยายามจะแสดงให้เห็นว่าการกลายพันธุ์ของโควิด-19 แพร่ระบาดได้ง่ายเท่าใด จนกระทั่งปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ตรวจเจอการกลายพันธุ์มากยิ่งกว่า 4,000 รายการในส่วนประกอบของเชื้อไวรัสโควิด-19
WHO ได้ทำการแบ่งสายพันธุ์โควิดที่น่ากังวลออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก ๆ
สายพันธุ์อัลฟ่า
สายพันธุ์ B.1.1.7 ที่ตรวจเจอในสหราชอาณาจักรในก.ย. 2020 เป็นครั้งแรกแล้วก็ถัดมาได้รับการตั้งชื่อว่าอัลฟ่า เป็นการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ทีแรกที่ WHO กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตก

ในการศึกษาเรียนรู้ที่ปฏิบัติการโดยศูนย์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของโรคติดเชื้อภายใต้ London School of Hygiene and Tropical Medicine (LSHTM) พบว่าตัวแปรนี้แพร่ระบาดได้ 43%-90% มากยิ่งกว่าประเภทธรรมชาติของโควิด- 19 ในแบบอย่างที่พิจารณาในสหราชอาณาจักร และก็เจอการเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันในการศึกษาวิจัยที่จัดการในประเทศเดนมาร์ก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และก็อเมริกา

อย่างไรก็แล้วแต่ การศึกษาและทำการค้นพบที่ไม่เหมือนกันเกี่ยวกับตัวแปรดังที่กล่าวมาแล้วทำให้อัตราการตายสูงมากขึ้นเช่นเดียวกัน ตัวแปรอัลฟ่าทำให้เสียชีวิตมากขึ้น 71% ดังที่ LSHTM รายงาน 70% ตามมหาวิทยาลัย Exeter 65% ตามสาธารณสุขอังกฤษ และก็ 36% ตาม Imperial College London เมื่อเทียบกับสายพันธุ์โควิด-19 ก่อนหน้าที่ตรวจเจอในสหราชอาณาจักร

ในทางตรงกันข้าม ผู้ชำนาญบอกว่าการศึกษาและทำการค้นพบนี้ได้มาจากการวิเคราะห์แบบอย่างในปริมาณที่จำกัด โดยย้ำว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะสรุปได้ว่าอัตราการตายได้เพิ่มขึ้นในประชากรทั่วๆไป

ด้วยการแพร่ระบาดไปทั่วฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 และก็เปลี่ยนเป็นโรคโควิด-19 ที่โดดเด่น ทำให้ปริมาณผู้ป่วยในหน้าหนาวมากขึ้นเป็นอย่างมากในสหราชอาณาจักร กระทั่งรัฐบาลอังกฤษต้องใช้มาตรการเคอร์ฟิวรวมทั้งกักกันทั้งประเทศอีกทีในวันที่ 4 เดือนมกราคม

โควิดสายพันธุ์เบต้า – ตรวจ
ผู้ติดโรคในบางสายพันธุ์ก็ไม่เจออาการหรือมีลักษณะที่ไม่หนักเลย
สายพันธุ์เบต้า
สายพันธุ์ B.1.351 หรือสายพันธุ์เบต้าถูกตรวจเจอครั้งแรกในแอฟริกาใต้ในตุลาคม 2020 ในนิคมใกล้อ่าวเนลสัน แมนเดลา เชื่อกันว่ามีการกลายพันธุ์ในพฤษภาคม 2020 คาดว่าจะเป็นการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ครั้งแรกที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายพันธุ์ที่ WHO กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล

พบบ่อยในคนวัยหนุ่มวัยสาวที่ไม่มีความเป็นมาโรคกระทันหันมาก่อน และมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรงในกลุ่มอายุมากกว่าเมื่อเทียบกับโรคโควิด-19 ตามธรรมชาติการแพร่ระบาดของสายพันธุ์นี้มั่นใจว่ามีส่วนทำให้ปริมาณผู้ป่วยในแอฟริกาใต้มากขึ้นตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 ถึงต้นปี 2021

การแบ่งปันความคล้ายกันกับสายพันธุ์อัลฟ่า สายพันธุ์เบต้าสร้างการกลายพันธุ์เพิ่มเติมในโปรตีนสไปค์และก็ทำให้มีการเกิดความไม่สาบายใจว่าเชื้อไวรัสบางทีอาจพัฒนาความต้านทานต่อวัคซีนรวมถึงเพิ่มการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

ผู้สร้างวัคซีน Johnson&Johnson, Pfizer-BionTech, AstraZeneca-Oxford, Sinopharm และก็ Moderna แถลงการณ์ว่าสายพันธุ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะลดกำลังการคุ้มครองป้องกันวัคซีนโควิด-19 รวมทั้งพัฒนาความต้านทานต่อแอนติบอดี

สายพันธุ์แกมมา
สายพันธุ์ P.1 ตรวจเจอทีแรกในประเทศญี่ปุ่นในผู้โดยสารที่เดินทางจากบราซิลในมกราคม 2020 และก็ถัดมาตั้งชื่อว่า “แกมมา” ก็เป็นหนึ่งในการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ที่ WHO ชี้แจงว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล

เป็นที่รู้กันดีว่าสายพันธุ์นี้ทำให้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลง 17 รายการในกรดอะมิโนของเชื้อไวรัส 10 ความเคลื่อนไหวที่เจอพวกนี้มีผลต่อโปรตีนสไปก์ ซึ่งช่วยทำให้เชื้อไวรัสสามารถติดตามกับร่างกายของมนุษย์ได้

ในการศึกษาค้นคว้าการวิเคราะห์เลือดที่ปฏิบัติการในตุลาคม 2020 พบว่า 76% ของชาวกรุงมาเนาส์ เมืองหลวงของรัฐอเมซอนนาส ในบราซิล มีแอนติบอดี้ที่ร่างกายของมนุษย์ปรับปรุงขึ้นเพื่อต้านทานโควิด-19 ซึ่งสูงยิ่งกว่าอัตรา 67% ซึ่งระบุว่ามีภูมิต้านทานหมู่

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของการระบาดระบอกใหญ่ในเมืองในเดือนมกราคม ก่อนหน้าที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความกลุ้มใจว่าการเปลี่ยนของเชื้อไวรัสทำให้การคุ้มครองป้องกันแอนติบอดีตามธรรมชาติของร่างกายต่อเชื้อไวรัสจำพวกธรรมชาติไม่ได้เรื่อง และก็บางทีอาจปรับปรุงแรงต้านทานต่อวัคซีนได้

โควิดสายพันธุ์เบต้า – เดลต้า
สายพันธุ์เดลต้ามีการแพร่ระบาดไปแล้วถึง 85 ประเทศทั่วทั้งโลก
สายพันธุ์เดลต้า
ตรวจเจอทีแรกในประเทศอินเดียในตุลาคม 2020 แล้วก็เรียกว่าการกลายพันธุ์แบบสองเท่า สายพันธุ์ 1.617.2 เป็นการกลายพันธุ์ของวัววิด-19 หนสุดท้ายที่ WHO ชี้แจงว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

สายพันธุ์เดลต้าของเชื้อไวรัสซึ่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ในโปรตีนสไปก์ที่บางทีอาจมีผลต่อการติดเชื้อและการดื้อต่อแอนติบอดี คาดว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดระลอกลำดับที่สองของการระบาดใหญ่ ซึ่งเริ่มในมีนาคมในประเทศอินเดีย และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยในทุกๆวันสูงถึง 400,000 เคส

สาธารณสุขอังกฤษเตือนว่าอัตราการแพร่ระบาดของตัวแปรเดลต้าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าตัวแปรอัลฟ่า 51-67% หลังจากการคาดการณ์ในพ.ค. WHO ประกาศเมื่อวันที่ 19 เดือนมิถุนายนในรายงานว่า สายพันธุ์เดลต้าที่แพร่ระบาดได้สูง คาดว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักทั้งโลก

ด้วยเหตุว่าส่งผลให้เกิดอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ เช่น ปวดหัว คอแห้ง น้ำมูกไหล แล้วก็จับไข้ ลักษณะของสายพันธุ์เดลต้าจึงต่างจากโควิด-19 ชนิดก่อนหน้า อย่างเช่น ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ไอ อาการของทางเดินหายใจ และก็ปวดหลัง และก็ยังตรวจเจอว่าสายพันธุ์เดลต้ามีการพัฒนาแรงต้านทานต่อวัคซีนในระดับหนึ่ง

สาธารณสุขอังกฤษทำให้เห็นว่าวัคซีน Pfizer-BionTech และก็ AstraZeneca-Oxford มีคุณภาพ 33% รวมทั้ง Pfizer-BionTech มีคุณภาพ 88% ภายหลังจากฉีดคราวแรกกับสายพันธุ์เดลต้า ในขณะ Pfizer-BionTech มีคุณภาพ 88% และก็ AstraZeneca-Oxford มีคุณภาพ 60% ภายหลังการฉีดโดสลำดับที่สอง

ในการศึกษาเรียนรู้ทางสถานพยาบาล วัคซีนทั้งสองประเภทได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณภาพมากยิ่งกว่า 90% สำหรับการต้านทานโควิด-19 ชนิดธรรมชาติ

โควิดสายพันธุ์เบต้า – จัดการ
ในหลายประเทศก็ยังจำเป็นต้องรับมือกับการระบาดอย่างจริงจังกันต่อไป
สายพันธุ์เดลต้าพลัส
กระทรวงสาธารณสุขประเทศอินเดียประกาศว่าการกลายพันธุ์แบบอนุพันธ์ของสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งปรากฏทีแรกในม.ย. 2021 ได้รับการแยกประเภทเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตก มีการกล่าวว่าการกลายพันธุ์เพิ่มเติมที่เรียกว่า AY.1 ทำให้เชื้อไวรัสแพร่ไปแล้วก็จับกับเซลล์ปอดได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มความต้านทานต่อการดูแลรักษาด้วยแอนติบอดี

แม้ว่าจะมีการตรวจเจอสายพันธุ์เดลต้าพลัสในคนโดยประมาณ 40 คน ใน 3 เมืองของประเทศอินเดีย แต่ก็ยังมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆอีก 9 ประเทศ อย่างเช่น อเมริกา สหราชอาณาจักร ประเทศโปรตุเกส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศโปแลนด์ เนปาล รัสเซีย และก็จีน

ด้านนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่ายังไม่มีข้อมูลพอเพียงที่จะพินิจพิเคราะห์การกลายพันธุ์ใหม่ว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล