องค์หญิงต้องคำสาป

 

   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพวกปีศาจและพวกแม่มดมากมายอาศัยอยู่ในป่าลึกลับ ที่มีแต่ความสงบสุข ป่านี้อุดมไปด้วยความสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสัตว์ป่ามากมาย น้ำ หิน ดิน ทราย แร่ธาตุที่สัตว์นั้นได้กิน มีปีศาจตัวหนึ่งเค้ามีชื่อว่าโรอาร์ เธอนั้นมีร่างกายเหมือนมนุษย์แต่เธอนั้นกับมีปีกที่แข็งแรง เธอเป็นปีศาจที่ทรงพลังที่สุด เธอมีเวทมนต์เอาไว้ดูแลพวกบรรดาสัตว์และปีศาจทั้งหลาย

อยู่มาวันหนึ่งเธอนั้นได้หลับนอนอยู่บนต้นไม้ เธอได้เห็นเด็กชายอายุเท่าเธอกำลังจมน้ำ เธอนั้นได้เข้าไปช่วยชีวิตเอาไว้ แล้ว2คนก็ได้เป็นเพื่อนกัน จนเวลานั้นผ่านไป เธอและเค้าก็ได้รักกัน แอบนัดเจอกันที่ ที่ทุกคนไม่รู้ เพราะว่าเธอนั้นยังไม่ได้ให้ผู้ชายคนนั้นรู้เรื่องป่าของเธอ เพราะว่าป่าของเธอนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ ตัวเธอก็ต้องหลีกเลี่ยงจากมนุษย์อีกด้วย

วันเวลาผ่านไปชายรักของเธอนั้นก็ได้โตขึ้น แต่ชายคนนี้มีสถานะที่ยากจน ราชาของเค้านั้นได้ป่วยอย่างหนักและคิดว่าเป็นคำสาปของพวกปีศาจนั้นเอง พระราชาได้ประกาศว่าหากใครคนไหนสามารถฆ่าปีศาจนั้นได้ข้าจะให้ขึ้นเป็นพระราชาแทนข้า โดยแต่งงานกับเจ้าหญิง ลูกสาวของพระราชา ชายหนุ่มคนรักของโรอาร์ คิดได้ว่า ถ้าฆ่าโรอาร์อาจทำให้เค้ามีชีวิตที่ดีกว่านี้แน่นอน แล้วคิดอีกว่าถ้ารักกับโรอาร์จริงจริง ก็ไม่สามารถรักกันอยู่ดี

   วันต่อมาชายรักคนโรอาร์ ก็ได้ไปตามนัดที่เค้า2คนรักนัดกันมาตลอด ชายคนรักก็ได้บอกว่ารักโรอาร์ยังไงบ้าง โรอาร์ก็หลงเชื่อไปหมด เพราะว่าความรักของทั้ง2คนนั้นเป็นเวลานานแล้ว ชายคนรักกับโรอาร์ ก็ได้หลับนอนด้วยกันและชายคนรักก็ได้ให้เธอกินยาสลบแล้วทำการตัดปีกของโรอาร์ออกมาเพื่อไปให้พระราชา เช้ารุ่งขึ้นโรอาร์ตื่น    ขึ้นมาไม่เจอชายที่เธอรักและพบว่าเธอเจ็บด้านหลังอย่างมาก และก็รู้ว่าปีกของเธอนั้น นั้นหายไปเธอนั้นได้กีดร้องออกมาทำให้เล่าบรรดาปีศาจและสัตว์ทั้งหลายได้ต่างพากันตกใจกลัว แล้วได้รู้ว่าตัวเธอนั้นปีกได้หายไป เธอนั้นก็ได้รวบรวมสติและกับไปที่ป่าของเธอ เวลาผ่านไปเธอนั้นก็ได้รักษาตัวจนหายเจ็บ เธอได้คิดวิธีแก้แค้นชายคนที่เค้ารักคนนั้น

   ต่อมาเป็นเวลานับปี ชายคนรักเธอก็ได้ทำการแต่งงานกับเจ้าหญิงและมีลูกด้วยกัน พอโรอาร์ได้ทราบข่าวนั้นก็ได้ทำการล้างแค้น ในคือนั้นเวลาที่องค์น้อยได้กำลังจะลืมตาดูโลก พอเธอคลอดออกมา โรอาร์นั้นก็ได้ไปหาทันทีแล้วอุ้มเด็กคนนั้น เธอทำการรายมนต์และคำสาปว่าถ้าเด็กคนนี้โตขึ้น และได้โดดเข็มเมื่อไหล่ เธอนั้นจะหลับไปตลอดการจนถึงอายุ18 ถึงจะพ้นคำสาป พระราชาซึ่งเป็นชายรักของนางได้รู้ข่าวก็สั่งทหาร ให้เล่าทหารนั้นเก็บเข็มทั้งหมดไปทำลายทิ้ง โรอาร์นั้นก็ได้สั่งแม่มดให้ไปบอกพระราชาว่าจะขอเอาองค์หญิงไปเลี้ยงที่ ที่ห่างไกลจากผู้คน จนถึงก่อนอายุ18ปีเธอนั้น ก็จะกลับวังได้อีกครั้ง เวลาผ่านไปโรอาร์ก็ได้ไปแอบมอง องค์หญิงอยู่ไม่ห่าง แววตาเด็กคนนี้ทำให้เค้ามีชีวิตอีกครั้ง แต่ลึกลึกโรอาร์นั้นก็คิดว่านั้นเป็นลูกศัตรูของเค้า แต่เวลาผ่านไปองค์หญิงก็ได้โตขึ้น โรอาร์ก็ไปแอบดูทุกครั้ง จนองค์หญิงนั้นได้มาทักทายว่า คุณใช้คนที่แอบมองตั้งแต่เด็กใช่มั้ย หนูของเรียกคุณว่าแม่ได้มั้ยคะ โรอาร์ก็ใจอ่อนและรับเด็กน้อยคนนี้เป็นลูกบุญธรรมในเวลาต่อมา

กาลเวลาของสองเรา..

 

     ย้อนกลับไปในอดีตกาลในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นเรื่องกาลเวลาของสองเรา..    มีสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งด้านสามีมีชื่อว่า “ถิรเจต” เป็นหัวหน้าทหารนำรบจึงต้องออกรบเพื่อช่วยประเทศชาติ และด้านภรรยามีชื่อว่า”อินอร”เป็นนางพยาบาล ก่อนฝ่ายชายจะออกรบครั้งสุดท้ายได้ให้คำมั่นสัญญากับฝ่ายหญิงว่าเขาจะกลับมาให้ได้ หลังจากนั้นฝ่ายชายก็ออกรบ ฝ่ายหญิงได้แต่เฝ้ารอคอยวันที่ฝ่ายชายจะกลับมาจากการรบ แต่เมื่อรอแล้วรอเล่าฝ่ายชายก็ไม่กลับมาสักที จนในที่สุดก็มีเพื่อนของฝ่ายชายได้กลับมาและได้บอกกับฝ่ายหญิงว่าฝ่ายชายได้ตายในสงครามฝ่ายหญิงเสียใจมากและได้ตรอมใจตายตามไปในที่สุด 

     (ตัดมาในปัจจุบัน) มีหญิงสาวผู้หนึ่งกิริยามารยาทเรียบร้อย เหมือนสาวชาววัง ที่มีชื่อว่า “อินทิรา หรือว่า อิน” เป็นนักประวัติศาสตร์ รอบรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองในสมัยอดีต อินวิเคราะห์เหตุการณ์ในสมัยอดีตช่วงรัชกาลที่6 และสงครามโลกครั้งที่1ทำให้อินสนใจเป็นอย่างมาก อินได้นั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่1 และเปิดไปเจอกับรูปหญิงชายคู่หนึ่ง ซึ่งฝ่ายหญิงมีลักษณะใบหน้าคล้ายกับอิน แต่ฝ่ายชายอินรู้สึกเหมือนเคยรู้จักมาก่อน  อินนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่นานจนแม่นำอาหารว่างมาให้ และในขณะนั้นแม่ได้เห็นรูปที่อินเปิดเจอเมื่อครั้งแรก แม่จึงบอกอินว่า ผู้ชายในรูปคือปู่ทวดของอินเอง และข้างๆก็คือย่าทวดของอิน อินเมื่อได้ฟังก็รู้สึกปวดหัวเหมือนนึกเหตุการณ์ในอดีตได้ หลังจากอินได้รู้ว่าผู้ชายและผู้หญิงในรูปเป็นปู่ทวดและย่าทวดของอิน อินก็ได้ฝันถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่บ่อยครั้ง ฝันได้เห็นแค่เหตุการณ์บางช่วงบางตอนเท่านั้น ในเช้าวันหนึ่งอินได้เข้าไปในที่ทำงานและได้พบกับชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “เจต” เป็นหัวหน้าแผนกใหม่ของอิน อินคุ้นหน้าเจตมาก แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

     จนในขณะที่อินนั่งทำงานและกำลังศึกษาเกี่ยวเรื่องสงครามโลกครั้งที่1อยู่ เจตก็ได้เดินเข้ามาหาอิน ทั้งคู่ดูเหมือนคุ้นหน้ากันทั้งคู่แต่นึกไม่ออก เจตได้บอกอินว่าเขาก็กำลังศึกษาเรื่องนี้เหมือนกัน เขาคุ้นหน้าอินเหมือนเคยเห็นในหนังสือ และอินก็นึกออกว่าเจตหน้าตาคล้ายปู่ทวดของเขา ทั้งคู่นั่งคุยกันสักพักจนถูกชะตา เลยชวนกันไปไหว้พระในขณะที่กำลังขับรถไปได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บและไม่ได้สติ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล วิญญาณของทั้งคู่ได้หลุดไปในอดีตในช่วงสงคราม ทั้งคู่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและอินก็ได้ปู่ทวดและน่าทวดของตัวเองที่กำลังออกรบและรักษาผู้ป่วย ภาพตัดไปที่โรงพยาบาลทั้งหมอทั้งพยาบาลช่วยกันปั๊มหัวใจของอินและเจตอยู่นานนับหลายครั้ง ในสุดท้ายชีพจรของทั้งคู่ก็กลับมา  พ่อแม่ของทั้งสองคนได้มาที่โรงพยาบาลและเมื่อทั้งสองเจอหน้ากันก็กลายเป็นว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกัน ทั้งสองฝ่ายเดินไปเยี่ยมอินและเจตด้วยกัน และในขณะนั้นอินได้ฟื้นขึ้นมา

     และขอไปเยี่ยมเจต อินถามเจตว่าจำอะไรได้ไหม เจตบอกกับอินว่าจำได้ทุกอย่าง ทั้งคู่ได้คุยกันและหลังจากออกจากโรงพยาบาลก็ได้ศึกษาเรื่องเหตุการณ์ในอดีตอย่างจริงจัง และทั้งคู่ก็ได้รู้ว่า อินคือย่าทวด และเจตคือปู่ทวดของอิน เขาทั้งสองทำตัวไม่ถูก อินจึงขอตัวกลับบ้าน เจตมีความในใจที่ยังไม่ได้บอกอินคือเขานั้นรักอินมานานแล้ว เขาเข้ามาทำงานที่นี่ก็เพราะอิน หลังจากวันนั้นอินก็ขอลางาน เหมือนพยายามจะหลบหน้าเจต เจตรู้ดีและเขาจะไม่ปล่อยไว้แบบนี้ เขาจึงไปหาอินที่บ้านและสารภาพกับอินว่าเขารักอิน อินไม่เชื่อใจเจตคิดว่าเจตรักเขาเพราะเขาเป็นคนรักในอดีตของเจต อินจึงให้เจตพิสูจน์ เจตตามดูแลเอาใจใส่อินอยู่นาน จนสุดท้ายอินใจอ่อนและยอมคบกับกับเจต หลังจากคบกันได้5ปี ทั้งคู่ก็ตกลงแต่งงานกัน  จบบริบูรณ์

 

ต้นไม้ฟอกอากาศใหปอดสดชื่น

หากใครอยากมีสุขภาพดีแบบเห็นผลได้กับตาตัวเอง ไม่เจ็บป่วยหรือเป็นหวัดง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะคนที่โดนโรคภูมิแพ้เล่นงานบ่อยๆ ก็ต้องลองหันมาปลูกต้นไม้ฟอกอากาศกันบ้างแล้ว เพราะจะช่วยให้ทุกคนในบ้านสามารถหายใจได้อย่างเต็มปอด สมองปลอดโปร่ง ส่งเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างแน่นอน

การปลูกต้นไม้เหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่จะทำให้อากาศที่คุณสูดหายใจเข้าไปในแต่ละวันมีความสดชื่นมากขึ้น ซึ่งการที่เราได้อยู่ในสภาวะอากาศที่ดีจะช่วยให้ลดโอกาสในการเกิดโรคหรือการติดเชื้อตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอด โรคหอบหืด อาการปวดศีรษะ หรืออาการระคายเคืองตา เป็นต้น ต้นไม้เหล่านี้สามารถช่วยลดอาการที่เราไม่ต้องการลงได้ เพียงแต่จะต้องเลือกปลูกให้เหมาะสม เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถเห็นผลที่เราต้องการได้อย่างง่ายดายแล้ว การปลูกต้นไม้ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มคุณภาพอากาศให้ดีมากขึ้นได้ด้วย เพราะมีต้นไม้บางประเภทที่มีคุณสมบัติในการฟอกอากาศ ช่วยให้ความชื้นในห้องอยู่ในสภาวะสมดุล ซึ่งเป็นผลดีต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต้นไม้ที่สามารถฟอกอากาศสะอาดบริสุทธิ์ได้มีอยู่หลากหลายชนิด วันนี้จะขอยกตัวอย่างต้นไม้ที่มีคุณสมบัติเด่นๆในการทำให้อากาศดีขึ้นได้ ดังต่อไปนี้

  1. จั๋ง เป็นต้นไม้ชื่อแปลกซึ่งเป็นอีกหนึ่งในตระกูลปาล์ม ต้นไม้ชนิดนี้มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในการฟอกอากาศ เพราะนอกจากจะเป็นไม้ประดับที่เพิ่มความสวยงามให้กับอาคารบ้านเรือนแล้ว ต้นไม้ชนิดนี้ยังสามารถดูดไอระเหยของสารเคมี ซึ่งเปรียบเสมือนการทำให้อากาศบริสุทธิ์มากขึ้นได้ด้วย นอกจากนี้ จั๋งยังเป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างช้าๆ ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาให้ยุ่งยาก หรือคอยเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ ทำให้เหมาะอย่างยิ่งในการที่จะปลูกไว้ในอาคารบ้านเรือน เพียงแต่อาจจะต้องคอยหมั่นตกแต่งใบที่แห้งหรือใบที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เพื่อความสวยงามของอาคารบ้านเรือนของคุณเท่านั้นเอง
  2. ปาล์มหมาก ต้นไม้ชนิดนี้มีความสามารถในการกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แล้วเปลี่ยนให้เป็นออกซิเจนได้ดีกว่าต้นไม้ทั่วๆไป การปลูกต้นไม้ชนิดนี้ในบริเวณที่คุณต้องการจะช่วยให้ปริมาณออกซิเจนในห้องเพิ่มปริมาณขึ้นได้มากกว่าการปลูกต้นไม้ชนิดอื่น ทั้งนี้ ยิ่งต้นปาล์มหมากมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีความสามารถในการฟอกอากาศมากเท่านั้น ดังนั้น เพื่อคุณสมบัติที่ดีในการฟอกอากาศควรปลูกต้นปาล์มหมากให้มีความสูงประมาณเท่ากับหัวไหล่ของผู้ใหญ่ และควรให้ต้นไม้ได้รับแสงแดดบ้างในบางเวลา หากเป็นไปได้ควรย้ายต้นไม้ชนิดนี้ออกไปรับแสงแดดกลางแจ้งในทุกๆ 3-4 เดือน เพื่อให้ต้นไม้เติบโตได้ดีขึ้น
  3. ลิ้นมังกร เป็นอีกหนึ่งชนิดต้นไม้ที่สามารถเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจนได้ โดยต้นไม้ชนิดนี้แตกต่างจากต้นไม้ชนิดอื่นตรงที่สามารถเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจนได้ดีในช่วงเวลากลางคืน ด้วยเหตุนี้หลายๆคนจึงนิยมปลูกลิ้นมังกรเอาไว้ในห้องนอน เพื่อทำให้การพักผ่อนนอนหลับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งคืน
  4. พลูด่าง ต้นไม้ปลูกง่ายที่สามารถปลูกได้ดีในดินหรือในน้ำ ทั้งสองสภาวะสามารถเจริญเติบโตได้ดีคล้ายกัน นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติในการฟอกอากาศโดยการขจัดฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการระเหยง่าย การดูแลต้นไม้ชนิดนี้ก็ไม่ลำบากหรือเรียกว่าแทบจะไม่ต้องดูแลเลยก็ได้เพียงแค่หมั่นดูแลน้ำไม่ให้มีลูกน้ำยุงลาย หรือหมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ คุณภาพอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจและควบคุมให้อยู่ภายใต้มาตรฐานเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้อากาศบริสุทธิ์เกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องแลกมากลับค่าใช้จ่ายและค่าไฟที่สูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยทำให้อากาศสดชื่นมากขึ้นได้ด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัด หรือใช้วิธีง่ายๆด้วยการปลูกต้นไม้นั่นเอง

 

วิถีแห่งกางเขน-โคลอสเซียม

โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ โคลอสเซียม (Colosseum) นั้นสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของเวสปาเรียน จักรพรรดิโรม พระองค์เริ่มครองราชย์ในปี ค.ศ. 69 และด้วยความต้องการที่จะหล่อหลอมราชวงศ์ขึ้นใหม่สำหรับตระกูลของพระองค์ จึงริเริ่มการก่อสร้าง Mega Project ขึ้น และโคลอสเซียม ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นและนี่ทำให้โคลอสเซียมเป็นสนามกีฬาของโรมที่ใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดเท่าที่มีการสร้างขึ้น ด้วยทรัพย์สินตั้งแต่โต๊ะไปจนถึงเชิงเทียนทองคำแท้ที่โรมปล้นมาจากการยึดพระวิหารที่เยรูซาเลม และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 80 เพื่อใช้แทนสนามกีฬาไม้ซึ่งถูกเผาไปในรัชสมัยของ จักรพรรดิเนโร

โคลอสเซียมนั้นปัจจุบันเป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี

แม้ว่าบางส่วนถูกทำลายเพราะความเสียหายที่เกิดจากการเกิดแผ่นดินไหวและหินโจรโคลีเซียมยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของจักรวรรดิโรม มันเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่สุดของกรุงโรมและยังมีการเชื่อมโยงไปยังคริสตจักรโรมันคาทอลิกเป็นแต่ละศุกร์สมเด็จพระสันตะปาปานำคบเพลิง “วิถีแห่งกางเขน” ขบวนที่เริ่มต้นในพื้นที่รอบ ๆ โคลีเซียมโคลีเซียมนอกจากนี้ยังเป็นที่ปรากฎในรุ่นอิตาเลี่ยนของยูโรเหรียญห้าร้อย โคลีเซียม ของโคลีเซียมละตินชื่อเดิม คือ Amphitheatrum Flavium มักจะเป็น anglicized Flavian Amphitheater อาคารที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิของราชวงศ์ Flavian ตามรัชสมัยของเนโร

จิ้มจุ่มหม้อดิน ยกครัว

แจกสูตรเมนูเด็ดส่งท้ายปี กับไอเดียเมนูปาร์ตี้ปีใหม่ทำง่ายๆ ได้ที่บ้านอย่าง “จิ้มจุ่มหม้อดินยกครัว” อร่อยได้ยกแก็งค์โดยไม่ต้องไปนอกบ้าน แค่มีวัตถุดิบที่หาซื้อได้จากตลาด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็ได้น้ำซุปต้มกระดูกหมูเข้มข้นกลมกล่อม ไม่ว่าจะเนื้อกุ้ง หมู หมึก ปลา น้ำซุปอร่อยเข้าเนื้อ แถมซดแล้วยังได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศไทยแท้ ปีใหม่นี้ ชวนครอบครัว เพื่อนพ้อง มาฉลองกันกับเมนูจิ้มจุ่มหม้อดิน ทำกินง่ายๆ ได้เองที่บ้านไปดูวัตถุดิบและวิธีทำกันเลยค่ะ…

ส่วนผสม

ส่วนประกอบน้ำซุป

  • น้ำเปล่า 1 ลิตร
  • รสดีซุปก้อน 1 ก้อน
  • ข่าแก่หั่นแว่น 6 แว่น
  • ตะไคร้หั่นเฉียง 1 ต้น
  • ใบมะกรูด 6 ใบ
  • หอมแดงเผา 6 หัว
  • พริกย่าง 5 เม็ด
  • ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนประกอบเนื้อสัตว์และผัก

  • หมูสไลด์ 400 กรัม
  • เนื้อวัวสไลด์ 400 กรัม
  • กุ้งแกะเปลือก 10 ตัว
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ผักบุ้ง 150 กรัม
  • โหระพา 100 กรัม
  • กะหล่ำปลี 1/2 หัว
  • วุ้นเส้นแช่น้ำ 150 กรัม

ส่วนประกอบน้ำจิ้ม

  • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
  • พริกป่น 3 ช้อนชา
  • ข้าวคั่ว 2 ช้อนชา
  • ต้นหอมและผักชีซอย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • นำเนื้อหมู เนื้อวัว และกุ้งจัดเรียงลงบนจาน จากนั้นตอกไข่ลงไปกึ่งกลางของจานแล้วพักไว้ รอจัดเสิร์ฟ
  • ตั้งหม้อน้ำบนความร้อนปานกลางจนเดือด จากนั้นเติมรสดีซุปก้อน คนให้ละลาย
  • จากนั้นเติมข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดงเผา พริกย่าง ข้าวคั่ว คนผสมให้เข้ากัน
  • ระหว่างนั้นทำน้ำจิ้มด้วยการนำน้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกป่น ข้าวคั่ว คนผสมให้เข้ากัน เติมผักชีและต้นหอมซอย
  • เสิร์ฟพร้อมกับเนื้อหมู เนื้อวัว กุ้ง ไข่ไก่ และผักต่างๆ