ปลาตะพัด

สกุลปลาตะพัด (อังกฤษ: Bonytongues fish, Arowana) ตระกูลปลาตระกูลหนึ่งในอันดับ Osteoglossiformes มีลักษณะสำคัญที่วิวัฒนาการจากปลาในยุคโบราณคือ มีส่วนกระดูกที่หัวแข็ง หรือลิ้นแข็งเป็นกระดูก คำว่า Osteoglossidae (/ออส-ที-โอ-กลอส-ซิ-ดี้/) เป็นภาษากรีกหมายถึง “ลิ้นกระดูก” อธิบายลักษณะของปลาในกลุ่มนี้

ลักษณะรวมทั้งการแพร่กระจายพันธุ์

ปลาในตระกูลปลาตะพัดเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืด เป็นปลากินเนื้อ มักหากินบริเวณผิวน้ำ โดยอาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็ก แมลง สัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดเล็ก อาจกินนกหรือหนูตัวเล็กๆได้ด้วย ด้วยการกระโดดงับ มีนิสัยดุร้าย กระด้าง มักอยู่ตัวเดียวตามลำพังหรือเป็นฝูงเล็กๆไม่เกิน 5 ตัว พบมากในลำธารน้ำใสสะอาด มีกระแสน้ำไหลเอื่อยๆในป่าดงดิบชื้น แต่ในบางพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น ที่อินโดนีเซีย ปลาจะอาศัยในน้ำที่มีค่าความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ (น้อยกว่า 5.5 pH) อย่างน้ำในป่าพรุ ฯลฯ

ปลาในตระกูลนี้มีสืบสายพันธุ์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์โดยพบซากฟอสซิลอายุราว 60 ล้านปีมาแล้วในชั้นหิน ตั้งแต่ยุคพาลีโอซีน, อีโอซีน และโอลิโกซีน ซึ่งสันนิษฐานว่า ปลาในตระกูลนี้ในสมัยนั้นพบกระจายอยู่ทั่วโลก แต่ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว 3 สกุล 7 ชนิด ได้แก่ สกุล Brychaetus 1 ชนิด, Joffrichthys 2 ชนิด และ Phareodus 4 ชนิด1234

สามารถแบ่งตระกูลปลาสะพัดออกได้เป็นสกุลย่อยอีก 2 ตระกูล คือ Heteroidinae มีลักษณะสำคัญคือ ไม่มีหนวดที่คาง มีก้านกระดูกแก้ม 10 หรือ 11 ก้าน โดยมีเพียง 2 จำพวกเท่านั้น และตระกูลย่อย Osteoglossinae มีลักษณะสำคัญคือ มีหนวดที่ค่าง 1 คู่ แล้วก็มีก้านกระดูก 10-17 ก้าน5 ปัจจุบัน พบปลาในตระกูลปลาตะพัดทั้งหมด 8 จำพวก ใน 4 สกุล โดยทั้ง 2 ตระกูลย่อยนี้ พบ 3 ชนิด ในทวีปอเมริกาใต้, 1 ชนิด ในทวีปแอฟริกา, 2 ชนิด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, 2 ชนิด ในทวีปออสเตรเลีย โดยเฉพาะชนิดที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีหลากสายพันธุ์ลักษณะสีสันต่างกันไป ตามพันธุกรรมและสภาพที่อยู่อาศัย ตั้งแต่สีทองเข้ม ทองอ่อน เขียว แดงเข้ม แดงอ่อน หรือทองอ่อนหางเหลือง ฯลฯ

โดยปลาในตระกูลนี้เป็นปลาที่มักอาศัยและหากินบริเวณผิวน้ำ เป็นปลาที่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ในการหายใจ โดยดูดผ่านถุงลมที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย คล้ายกับปอดของสัตว์บกหรือมนุษย์6

ทั้งหมดนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ที่มีราคาแพง สถานะในธรรมชาติจัดเป็นปลาใกล้สิ้นพันธุ์ แต่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในปัจจุบัน โดยในประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์ปลาสะพัดได้เสร็จเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 โดยสถานีประมงน้ำจืด จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ตระกูลปลาตะพัด

ปลาตะพัดอเมริกาใต้สีเงิน (Osteoglossum bicirrhosum)
ฟอสซิลปลาในตระกูลปลาตะพัด ชนิด Phareodus testis ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว พบในทวีปอเมริกาเหนือ
การจำแนกชั้นทางด้านวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
อันดับ: Osteoglossiformes
ตระกูล: Osteoglossidae
Bonaparte, 1832
ตระกูลย่อยและสกุล
Heterotidinae
Arapaima
Heterotis
Osteoglossinae
†Brychaetus
†Joffrichthys
Osteoglossum
†Phareodus
Scleropages

การแบ่งแยก

ปลาอะราไพม่า หรือ ปลาช่อนยักษ์อเมซอน (Arapaima gigas)
ปลาตะพัดแอฟริกา (Heterotis niloticus)
ปลาตะพัดอเมริกาใต้สีเงิน (Osteoglossum bicirrhosum)
ปลาตะพัดอเมริกาใต้สีดำ (Osteoglossum ferreirai)
ปลาตะพัด (Scleropages formosus)
ปลาตะพัดประเทศออสเตรเลีย (Scleropages jardini)
ปลาตะพัดประเทศออสเตรเลียจุด (Scleropages leichardti)
ปลาตะพัดประเทศพม่า (Scleropages inscriptus)

ปลาอะโรวาน่าออสเตรเลียจุด ปลาอะโรวาน่าเอเชีย

ปลาอะโรวาน่าออสเตรเลียจุด ปลาอะโรวาน่าเอเชีย

ปลาอะโรวาน่าออสเตรเลียจุด
หรือ ปลาตะพัดออสเตรเลียจุด (อังกฤษ: Spotted arowana, Dawson river salmon; ชื่อวิทยาศาสตร์: Scleropages leichardti) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในตระกูลปลาตะพัด (Osteoglossidae) มีรูปร่างใกล้เคียงปลาสะพัด (S. formosus) ที่พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด แต่มีเกล็ดขนาดเล็กกว่า ลักษณะลำตัวยาวเรียวกว่าปลาตะพัดชนิดอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด บริเวณสันหลังตรง ลำตัวบริเวณด้านหลังและด้านข้างลำตัวเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมเขียว หรือเหลืองอมเขียว บริเวณส่วนท้องสีจางกว่าลำตัว มีเกล็ดตามเส้นข้างตัว 35 เกล็ด มีจุดสีส้มอมแดงหรือชมพู สะท้อนแสงบนเกล็ดแต่ละเกล็ดจำนวน 1-2 จุด ยิ่งโดยเฉพาะในปลาที่โตสุดกำลังจะเห็นได้ชัดเจน อันเป็นที่มาของชื่อ ครีบมีขนาดเล็กกว่าปลาตะพัด ครีบหลังและครีบก้นสีส้ม ขอบครีบทั้งสองมีแถบสีน้ำตาลดำ ครีบตูดยาวกว่าครีบด้านหลังเล็กน้อยมีก้านครีบ 31 ก้าน ครีบข้างหลังมีก้านครีบ 20 ก้าน หัวมีลักษณะกลมป้านและสั้นกว่าปลาสะพัด หนวดทั้งคู่ม้วนงอเข้าหาหัว ปลาในวัยเล็กไม่มีจุดสีแดงดังที่กล่าวถึงแล้วรวมทั้งมีสีลำตัวออกเงินแวววาว

โตเต็มที่ประมาณ 90 เซนติเมตร พบในภาคทิศตะวันออกและเหนือของประเทศออสเตรเลีย บริเวณเมืองควีนส์แลนด์และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี นอกจากนี้ยังพบในประเทศอินโดนีเซียบริเวณอิเรียนจายาและก็เกาะนิวกินี ด้วย โดยชื่อวิทยาศาสตร์ leichardti ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ ลูดวิก ลิชฮาร์ท นักสำรวจธรรมชาติชาวปรัสเซีย ที่ค้นพบปลาจำพวกนี้ โดยสถานที่ค้นพบครั้งแรก คือ แม่น้ำเบอดีกิน

ปัจจุบันมีสถานภาพเป็นปลาที่ขึ้นบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างชาติซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เป็นปลาที่เจอได้ยากในธรรมชาติ แต่สามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้แล้ว นิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงาม แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก จึงจัดเป็นปลาหายากในแวดวงปลาตู้ ทำให้มีราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ซึ่งปลาสะพัดประเภทนี้มีนิสัยขี้ตกใจมากที่สุดในบรรดาปลาตะพัดทั้งหมด

มีชื่อเรียกในภาษาพื้นถิ่นว่า บารามุนดี (Barramundi) หรือ ซาราโตก้า (Saratoga)

ปลาอะโรวาน่าเอเชีย หรือ ปลาตะพัดเอเชีย (อังกฤษ: Asian arowana) เป็นสกุลของปลาน้ำจืดจำพวกหนึ่งในสกุล Scleropages (/สะ-เคอ-โอ-พา-กิส/) ในเครือญาติ Osteoglossidae

ถือเป็นปลาโบราณที่สืบเผ่าพันธุ์มาจากปลาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีลักษณะรูปร่างไม่ต่างจากบรรพบุรุษในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากนัก เป็นปลาที่มีวิวัฒนาการแยกออกจากปลาสกุลอื่นในสกุลเดียวกัน เมื่อกว่า 140 ล้านปีก่อน ในยุคครีเตเชียสตอนต้น
ศัพทมูลวิทยา
คำว่า Scleropages มาจากภาษากรีกโบราณคำว่า “σκληρός” (skleros) หมายถึง “หนัก” หรือ “ยาก, ลำบาก” และ pages สันนิษฐานว่ามาจากรากศัพท์ละติน หมายถึง “ใบไม้” คือ ลักษณะของเกล็ดบนลำตัวปลาที่มีขนาดใหญ่3

ลักษณะและพฤติกรรม
เป็นปลาที่มีรูปร่างโดยรวมเป็น ลำตัวยาว ด้านข้างแบน เกล็ดมีขนาดใหญ่เป็นระเบียบอย่างงดงาม เกล็ดบริเวณเส้นข้างลำตัวมีประมาณ 24 ชิ้น ตาโต ปากใหญ่เฉียงขึ้นด้านบน ฟันแหลม ครีบหลังและครีบก้นยาวไปใกล้บริเวณครีบหาง สันท้องคม ครีบทุกครีบแหลมยาวโดยเฉพาะครีบอก แล้วก็ฉีกขาดได้ง่ายมาก มีหนวด 1 คู่อยู่ใต้คาง ขนาดโตเต็มที่ได้ยาวได้ราว 90 เซนติเมตร หนักได้ถึง 7 กิโลกรัม พฤติกรรมชอบว่ายรอบๆขอบผิวน้ำ เป็นปลากินเนื้อซึ่งอาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็ก ตลอดจนแมลง, สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดเล็ก ปลาโตเต็มวัยสามารถกระโดดงับอาหารได้สูงถึง 1 เมตร

มีนิสัยหยาบพอเหมาะพอควร มีพฤติกรรมชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว หรือไม่ก็จับกลุ่มเป็นฝูงเล็กๆไม่เกิน 3-5 ตัว ในป่าดิบชื้นที่มีน้ำใสสะอาด และในบางแหล่งที่มีภาวะความเป็นกรดของน้ำ (pH) ค่อนข้างสูง เช่น ป่าพรุ

เจอกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะภูมิภาคเอเชียอาคเนย์และออสเตรเลียบริเวณรัฐควีนส์แลนด์รวมทั้งนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีเท่านั้น

เป็นปลาที่มีสีสันหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยและพันธุกรรม ซึ่งมีอีกทั้ง สีเงิน, สีเขียว, สีแดง, สีส้ม หรือชำเลืองสีต่างๆเหล่านี้ในเกล็ด โดยเฉพาะในจำพวก S. formosus

การจำแนก
มีทั้งหมด 4 ชนิด โดยพบในเอเชียทิศตะวันออกเฉียงใต้ 2 ชนิด ในออสเตรเลีย 2 จำพวก

Scleropages formosus
พบในทวีปเอเชียทิศตะวันออกเฉียงใต้ นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากโดยยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มชาวจีนและชาวญี่ปุ่น เนื่องจากเชื่อว่าเป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายมังกร มีราคาที่ค่อนข้างสูงในสายพันธุ์ที่มีสีแดงและสีทอง ที่เรียกชื่อแตกต่างกันออกไป

Scleropages jardinii
พบในออสเตรเลีย มีรูปร่างอ้วนป้อมและเกล็ดมีขนาดเล็กกว่าชนิดแรก ส่วนหัวมีลักษณะแหลมยาวกว่า มีจุดเด่นคือ มีจุดสีเขียวเป็นเม็ดเล็กๆตามครีบท้อง นิยมตกเป็นเกมกีฬาในท้องถิ่น และเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

Scleropages leichardti
พบในออสเตรเลียทางภาคเหนือ และในอินโดนีเซียบางส่วนด้วย มีลักษณะเหมือนชนิด S. jardinii แม้กระนั้นมีรูปร่างที่เรียวยาวกว่า และเมื่อปลาโตเต็มที่แล้ว ตามลำตัวจะปรากฏเม็ดกลมสีชมพูหรือแดงอ่อนๆกระจายอยู่ทั่วลำตัว

Scleropages inscriptus
พบในประเทศพม่า และบางส่วนในประเทศไทยและมาเลเซีย มีลักษณะคล้ายกับประเภท S. formosus เนื่องจากถูกแบ่งแยกออกมาในปี ค.ศ. 2012 โดยมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกันในทางสรีระ แต่ว่ามีลวดลายราวกับลายสมองปรากฏปกติตั้งแต่แผ่นปิดเหงือก จนกระทั่งครีบหาง ในขณะที่สีตามลำตัวจะเป็นสีเขียวชำเลืองสีฟ้า

การแพร่พันธุ์และสถานะ

พฤติกรรมเมื่อเวลาผสมพันธุ์และตกไข่ ปลาตัวผู้และตัวเมียจะจับคู่กัน เมื่อได้เวลาที่ปลาตัวเมียจะออกไข่ ปลาตัวผู้จะว่ายเข้าไปผสมน้ำเชื้อ ไข่มีลักษณะเป็นลูกกลมสีส้ม ไข่ไม่จับตัวกัน ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายดูแลไข่โดยอมเอาไว้ภายในปากตราบจนกระทั่งฟักเป็นตัว ปริมาณในการวางไข่แต่ละครั้งประมาณ 40-100 ฟอง ซึ่งอายุของปลาที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นอยู่ที่ราว 1.5-2 ปี ลูกปลาเมื่อแรกเกิดจะยังว่ายไม่ได้ และมีถุงไข่แดงติดออกมา ซึ่งถุงไข่แดงนี้จะยุบลงในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ พร้อมกับลูกปลาที่เริ่มจะว่ายน้ำได้แล้วและเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

ปลาในสกุลนี้ ทุกชนิดเป็นปลาที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์แล้ว โดยมีชื่อติดอยู่ในรายชื่อบัญชีของ CITES ในบัญชีที่ (Appendix I) ซึ่งผู้ที่เลี้ยง, ค้าขายหรือครอบครองต้องได้รับอนุญาตจากทางการของแต่ละประเทศซะก่อน

ปัจจุบัน มีการเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในหลายประเทศ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย

อนึ่ง ปลาชนิด S. formosus ซึ่งมีสีสันที่หลากหลายนั้นได้ถูกจัดแบ่งออกเป็นหลายชนิดในปี คริสต์ศักราช 2003 แต่ชื่อวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังไม่ค่อยใช้แพร่หลายใช้กันเท่าใดนัก อย่างเช่น S. aureus, S. legendrei และ S. macrocephalus

ปลาข้างตะเภา ปลาข้างตะเภาลายโค้ง ปลาค้างคาวดอยอินทนนท์

ปลาข้างตะเภา
ปลาข้างตะเภ
า (อังกฤษ: Trumpeter, Grunter) สกุลของปลากระดูกแข็ง 3 ชนิด ที่อยู่ในตระกูล Terapontidae ใช้ชื่อสกุลว่า Tetrapon

เป็นปลาขนาดเล็ก ที่หากินบริเวณชายฝั่งทะเลที่เป็นน้ำกร่อยและบริเวณป่าชายเลน ลำตัวค่อนข้างสั้น ปากเล็ก ลำตัวสีขาว และมีแถบสีดำพิงตามลำตัวตั้งแต่ 3-6 แถบตามแนวระดับ ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างไปกันตามแต่ละชนิด มีความสามารถพิเศษ คือ สามารถทำเสียงได้ จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า “ครืดคราด” หรือ “ออดแอด” จัดเป็นปลาที่นิยมบริโภคกันในท้องถิ่นเนื่องจากเป็นปลาขนาดเล็ก และนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม

เจอกระจายจำพวกในเขตอบอุ่น ตั้งแต่สมุทรแดงจนกระทั่งอินโด-แปซิฟิค มีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่

1.Terapon jarbua
2.Terapon puta
3.Terapon theraps

ปลาข้างตะเภาลายโค้ง (อังกฤษ: Target fish, Crescent bass, Tiger bass, Jarbua terapon; จีน: 花身鯻) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำเค็มชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terapon jarbua ในตระกูล Terapontidae เป็นปลาที่หากินบริเวณชายฝั่งทะเลที่เป็นน้ำกร่อย และบริเวณป่าชายเลน สามารถปรับตัวให้อยู่ในน้ำจืดได้ ลำตัวค่อนข้างสั้นปากเล็ก ลำตัวสีขาวเงิน และมีแถบสีดำพาดตามลำตัว 3 แถบ ซึ่งแถบนั้นจะโค้งต่ำลงตอนกลาง เป็นปลาที่มีความว่องไวปราดเปรียวและนิยมอยู่เป็นฝูง

พบกระจายพันธุ์ตั้งแต่ทะเลแดง, ชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก, ซามัว, ทางตอนใต้ของจีนไปจนถึงประเทศออสเตรเลีย ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 36 ซม. มีความสามารถพิเศษเป็น สามารถเปล่งเสียงได้ จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า “ปลาออดแอด” หรือ “ปลาครีดคราด” หรือ “ปลามโหรี” หรือ “ปลาข้างลาย”

เป็นปลาที่ใช้บริโภคกันเฉพาะท้องถิ่น เนื่องจากว่าเป็นปลาขนาดเล็ก รวมทั้งนิยมเลี้ยงเป็นปลางาม ที่มีชื่อเรียกในแวดวงปลาสวยสดงดงามว่า “ปลามงกุฎ”
ปลาค้างคาวภูเขาอินทนนท์ (อังกฤษ: Siamese freshwater batfish, Siamese bat catfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Oreoglanis siamensis) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดขนาดเล็กในชั้นปลาหนังประเภทหนึ่ง ในสกุลปลาแค้ (Sisoridae)
ลักษณะ
มีลักษณะที่แตกต่างไปจากปลาหนังจำพวกอื่นๆตรงที่ครีบหลังและครีบอกไม่มีก้านแข็ง ลำตัวเรียวยาว หัวและก็อกแบนราบ มีหนวด 4 คู่ ปากมีขนาดเล็กอยู่ด้านล่าง ครีบอกและริมฝีปากมีลักษณะคล้ายถ้วยดูด ใช้สำหรับดูดเกาะติดกับกรวดหินในน้ำ ครีบหางปลายมนกลม ครีบอกใหญ่ ครีบก้นมีขนาดเล็ก ลำตัวมีสีน้ำตาลอมเขียว หลังมีแต้มสีจางๆกินอาหารชนิด แมลงน้ำและสัตว์น้ำขนาดเล็ก มีพฤติกรรมวางไข่ใต้ก้อนหิน ไข่มีขนาดเล็ก และก็คอยดูแลไข่

มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 10-15 ซม.

ที่อยู่
พบได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในโลก ที่ลำธารน้ำไหลแรงบนทิวเขาอินทนนท์ และอุทยานแห่งชาติภูเขาอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะพบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร

การค้นพบ
ปลาค้างคาวดอยอินทนนท์ ถูกค้นพบและทำการศึกษาโดย ดร.ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ นักมีนวิทยาชาวอเมริกันที่เข้ามาศึกษาพันธุ์สัตว์น้ำในประเทศไทย โดยได้ตัวอย่างมาจากชาวกะเหรี่ยง ที่จับได้จากลำธารบนดอยอ่างกาหรือดอยอินทนนท์ ในเดือนธันวาคม คริสต์ศักราช 1928 ต่อมาได้มีการสำรวจพบอีกหลายแห่งตามลำธารที่เป็นสาขาของแม่น้ำปิงในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้ถือเป็นชนิดต้นแบบของปลาสกุลนี้ด้วย2

ชื่ออื่น
เป็นปลาที่ถูกใช้ทำเป็นอาหารบริโภคของชาวเขาในท้องถิ่น3 โดยมีชื่อเรียกในภาษาถิ่นว่า “แต๊กหิน” หรือ “แม๊ะหิน” ฯลฯ ปัจจุบันมีสถานะใกล้สูญพันธุ์แล้ว เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนรวมทั้งการที่ถูกจับเป็นจำนวนมาก และนับว่าเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดคุ้มครองชนิดหนึ่งของกรมประมงร่วมกับปลาชนิดอื่นอีก 3 ชนิด (ปลาตะพัด (Scleropages formosus), ปลาเสือตอลายใหญ่ (Datnioides pulcher) และ ปลาหมูอารีย์ (Yasuhikotakia sidthimunki))

ปัจจุบันมีความพยายามจากภาครัฐโดย กรมประมง ในการเพาะขยายพันธุ์ ซึ่งจะกระทำได้เฉพาะบนภูเขาสูงเท่านั้น

ปลาเรดฮุก ปลาปิรันยาแดง

ปลาเรดฮุก ปลาปิรันยาแดง
ปลาเรดฮุก (อังกฤษ: Redhook silverdollar, Redhook myleus; ชื่อวิทยาศาสตร์: Myloplus rubripinnis) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดชนิดหนึ่ง จำพวกปลาซิลเวอร์ดอลลาร์ ในสกุลปลาปิรันยา (Serrasalmidae)

จัดเป็นปลาซิลเวอร์ดอลลาร์ชนิดหนึ่ง มีรูปร่างลักษณะก็จะคล้ายกับปลาปิรันยาหรือปลาเปคู ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า แต่ว่ามีลำตัวสีเงินแวววาว ในขณะที่ยังเป็นปลาวัยอ่อนจะมีจุดสีแดงกระจายไปทั่วตัว ครีบต่างๆมีสีเหลืองอมส้มหรือสีเหลืองแล้วก็มีความยาวกว่า โดยเฉพาะครีบก้นที่มีปลายครีบงอนงอเหมือนตะขอและมีสีแดงสดขลิบดำ อันเป็นที่มาของชื่อเรียก ตัวผู้มีครีบยาวกว่าตัวเมีย

ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 25 ซม. เจอใหญ่ที่สุด 39 ซม. อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง ทานอาหารได้อีกทั้งพืชรวมทั้งสัตว์น้ำขนาดเล็ก กระจัดกระจายประเภทอย่างมากมายในแม่น้ำสายสำคัญๆในทวีปอเมริกาใต้ ดังเช่น แม่น้ำแอมะชอน, แม่น้ำโอรีโนโก ในเอกวาดอร์, ประเทศเปรู, เวเนซุเอลา, โคลอมเบีย, กายอานา, ซูรินาม, เฟรนช์เกียนา และบราซิล

เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม โดยมีการรวบรวมจากแหล่งน้ำธรรมชาติส่งออกไปขายทั่วโลก

ปลาปิรันยาแดง หรือ ปลาปิรันยาท้องแดง (อังกฤษ: Red piranha, Red-bellied piranha; ชื่อวิทยาศาสตร์: Pygocentrus nattereri) จัดเป็นปลาปิรันยาที่โด่งดังมีชื่อเสียงดี อยู่ในตระกูล Characidae มีรูปร่างคล้ายกับปลาในตระกูลนี้โดยธรรมดา แต่ฟันกรามข้างล่างยื่นยาวออกมาเห็นได้ชัด ภายในปากมีฟันคม ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ และข้างกระพุ้งแก้มมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงหนาแน่นใช้สำหรับออกแรงกรามเพื่อใช้เพื่อสำหรับการกัดกินอาหาร เกล็ดมีขนาดเล็กมีสีแดงอมชมพูแวววาวดูสวยงามเหมือนกากเพชร

มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 33 เซนติเมตร น้ำหนักราว 3.5 กิโลกรัม

ปลาปิรันยาแดงมีถิ่นกำเนิดที่ลุ่มแม่น้ำอเมซอนรวมทั้งแม่น้ำขนาดใหญ่ใกล้เคียง บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลและปารากวัย มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ว่ายและล่าเหยื่อด้วยความรวดเร็วและดุดัน จึงขึ้นชื่อว่าเป็นปลาที่ดุร้าย สามารถจู่โจมสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ แต่โดยมากถ้าหากจะโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าแล้ว สัตว์ตัวนั้นต้องได้รับบาดเจ็บและอ่อนแออยู่แล้ว แต่ก็มีรายงานจากแม่น้ำยาตาทางตอนเหนือของโบลิเวีย ปลาปิรันยาแดงโจมตีมนุษย์ที่กำลังว่ายน้ำอยู่จนเสียชีวิต โดยกัดแทะที่บริเวณใบหน้าโดยเฉพาะ และมีการโจมตีม้าจนท้องทะลุด้วย นอกจากนี้แล้วยังเป็นปลาที่กินซากหรือแทะเล็มกินปลาปิรันยาด้วยกันที่ตายหรือได้รับบาดเจ็บหรือติดแหติดอวนได้ด้วย

กรามล่างและฟันที่แหลมคมของปลาปิรันยาแดง
ในวัยอ่อน จะมีจุดกลมสีแดงกระจายอยู่ทั่วตัว และจุดเหล่านั้นจะเล็กลงเมื่อปลาโตขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ปลาตัวเมียวางไข่ได้ทีละ 6,000 ฟอง และเป็นปลาที่มีความอดทนมาก สามารถมีชีวิตอยู่บนบกที่ไม่มีน้ำได้นานถึง 2 ชั่วโมง และสามารถทนอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำได้ถึง 50 องศาฟาเรนไฮต์

แม้จะขึ้นชื่อในเรื่องความดุร้าย แต่ที่จริงแล้ว ปลาปิรันยาแดงเป็นปลาที่ขี้ตกใจมาก ก็เลยต้องอยู่รวมเป็นฝูงใหญ่เพื่อที่จะโจมตีเหยื่อได้ เป็นปลาที่ชาวพื้นเมืองนิยมกินเป็นของกิน และก็กลายเป็นเหยื่อของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า อาทิเช่น ปลาอะราไพม่า หลายประเทศได้มีกฎหมายห้ามนำเข้าปลาที่ยังมีชีวิตหรือนำมาเลี้ยงในประเทศเพราะเกรงว่าอาจจะหลุดลงไปแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิเช่น เมืองไทย มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท แล้วก็ติดคุกไม่เกิน 6 ปี กระนั้นก็มียังมีลักลอบนำเข้ามาขายและแอบเลี้ยงกันอยู่ แต่ในบางประเทศอนุญาตให้เลี้ยงได้ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ

ปลากดกลับหัวพม่า ปลาแขยงจุด

ปลากดกลับหัวพม่า
ปลากดกลับหัวพม่า หรือที่นิยมเรียกสั้นๆว่า ปลากดกลับหัว (อังกฤษ: Upside-down catfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Mystus leucophasis) เป็นปลาหนังน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในตระกูลปลากด (Bagaridae)

เป็นปลากดขนาดเล็กหรือปลาแขยง มีความยาวเต็มที่ประมาณ 30 ซม. มีลำตัวแบน หลังโค้ง เรือท้องแบนราบ ข้างหลังใหญ่มีแผ่นกระดูกดก ปากอยู่ข้างใต้ มีหนวด 3 คู่ หนวดคู่ที่ริมฝีปากมีปริมาณยาว และก็หนวดอีก 2 คู่ มีขนาดสั้นอยู่ที่ใต้คาง แล้วก็หนวดแต่ละเส้นมีกิ่งก้านสาขาเล็กๆเรียงเป็นแนว ครีบข้างหลัง รวมทั้งครีบอก มีก้านครีบลำพังเป็นหนามแข็ง เมื่อปลาครีบแนบลำตัวมีร่องบนลำตัว ครีบไขมันมีขนาดใหญ่ ครีบท้องเล็กปลายครีบแหลม ครีบตูดมีก้านครีบไม่เกิน 10 ก้าน เจออาศัยในแม่น้ำสายใหญ่ในประเทศประเทศพม่า เป็นต้นว่า อิระวดี แล้วก็สะโตง ตามหินแล้วก็แหล่งน้ำนิ่ง มีความประพฤติที่พิเศษเป็นว่ายกลับด้าน ด้วยการหงายท้องราวกับท่าว่ายกรรเชียง ในตอนที่ว่ายหุบครีบไว้ที่ในร่องข้างลำตัว เชื่อว่าเหตุที่ว่ายเช่นนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะที่ใช้ในการทรงตัวของกระดูกหู และถุงลม ทำให้มีพฤติกรรมการหาอาหารที่ไม่เสมือนปลาชนิดอื่น เนื่องจากปลากดกลับหัวนั้นชอบหากินรอบๆท่อนไม้หรือตอไม้ที่จมน้ำอยู่ ซึ่งจะทำให้เข้าและออกตามซอกไม้ได้ดีกว่า และอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งว่าน่าจะมาจากการที่ว่าชูลับหัวบนผิวน้ำจะสามารถรับออกซิเจนได้ดีขึ้น

นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม
ปลากดกลับหัวพม่า
สถานะการอนุรักษ์

ความเสี่ยงต่ำ (IUCN 3.1)
การจำแนกชั้นด้านวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
ชั้น: Siluriformes
ตระกูล: Bagridae
สกุล: Mystus
สปีชีส์: M. leucophasis
ชื่อทวินาม
Mystus leucophasis
(Blyth, 1860)
ชื่อพ้อง
Bagrus leucophasis Blyth, 1860
Macrones leucophasis (Blyth, 1860)

ปลาแขยงจุด
ปลาแขยงจุด (อังกฤษ: Twospot catfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Mystus nigriceps) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในตระกูลปลากด (Bagridae)

จัดเป็นปลาหนังขนาดเล็ก หรือปลาแขยง รูปร่างค่อนข้างสั้นมีหนวดยาว 4 คู่ ครีบอกและครีบหลังมีก้านครีบแข็ง ครีบไขมันค่อนข้างสั้น ครีบหางเว้าลึกมีจุดสีดำที่ขอดหาง อันเป็นที่มาของชื่อ ตัวมีสีเทาอมเขียวเข้ม ขนาดที่พบยาวประมาณ 10-15 ซม. น้ำหนักราวๆ 10-20 กรัม ปลาขนาดเล็กจะมีสีเหลืองนวล มักอยู่รวมกันเป็นฝูง

เจอกระจายพันธุ์ในแหล่งน้ำไหล เช่นแม่น้ำ, ลำคลอง, ลำธาร พบในภาคกลาง, ภาคตะวันออกและภาคใต้ ของไทย ในต่างประเทศ พบได้ที่กัมพูชา, ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์ รวมทั้งอินโดนีเซีย เจอในแหล่งน้ำที่มีพืชน้ำหรือก้อนหินใต้น้ำ เพื่อใช้เป็นที่หลบซ่อนอาศัย กินอาหารประเภท ตัวอ่อนของแมลงที่อาศัยอยู่ตามพื้นท้องน้ำ, ลูกกุ้ง, ไรน้ำ, ซากสัตว์ และพืชที่เน่าเปื่อย
ลาแขยงจุด
การจำแนกชั้นด้านวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
ชั้น: Siluriformes
ตระกูล: Bagridae
สกุล: Mystus
สปีชีส์: M. nigriceps
ชื่อทวินาม
Mystus nigriceps
(Valenciennes, 1840)
ชื่อพ้อง
Mystus micracanthus (Bleeker, 1846)
Bagrus micracanthus Bleeker, 1846

ปลาตัวเมียมีความกว้างลำตัวมากกว่าตัวผู้ และมีขนาดใหญ่กว่า และสามารถเห็นชัดเจนได้ในช่วงฤดูวางไข่โดยตัวเมียจะมีลำตัวกว้าง ท้องอูม เมื่อปลามีไข่ ส่วนตัวผู้จะมีลำตัวเรียวและมีขนาดเล็กกว่า ปลาแขยงจุดที่จับได้ในธรรมชาติพบว่ามีสัดส่วนตัวผู้ต่อตัวเมีย 1:1

เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ปัจจุบันยังไม่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ แต่มีความพยายามจากทางกรมประมงอยู่

ปลากะพงลาย ปลาเสือตอลายใหญ่

ปลากะพงลาย
ปลากะพงลาย (อังกฤษ: Silver tiger fish, American tiger fish) เป็นปลาน้ำกร่อยชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Datnioides polota อยู่ในตระกูลปลาเสือตอ (Datnioididae)

มีรูปร่างคล้ายกับปลาในตระกูลนี้ทั่วไป แต่ทว่ามีช่วงปากและรูปทรงลำตัวที่เรียวยาวรวมทั้งแหลมกว่าปลาเสือตอลายใหญ่ (D. pulcher) หรือ ปลาเสือตอลายเล็ก (D. undecimradiatus) รวมทั้งมีสีของลำตัวออกขาวเหลือบเงินและเขียวแวววาว ลายแถบสีดำบนลำตัวมีขนาดเรียวเล็ก ลายแถบตรงข้อหางแถบสุดท้ายเป็นขีดขาดกันแลดูคล้ายจุดสองขีด

ขนาดความยาวเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 30 ซม. นับว่าใกล้เคียงกับปลาเสือตอลายเล็ก

พบกระจายพันธุ์บริเวณปากแม่น้ำหรือป่าโกงกางชายฝั่งทะเลที่เป็นน้ำกร่อย ตั้งแต่อินเดียจนถึงปาปัวนิวกินี และออสเตรเลีย

ปลากะพงลายเป็นปลาที่นิยมตกกันเป็นเกมกีฬา และนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงามเช่นเดียวกับปลาในตระกูลเดียวกันชนิดอื่นๆซึ่งในบางครั้งจะมีชื่อเรียกในการค้าขายว่า “ปลาเสือตอแปดริ้ว”, “ปลาเสือตอบางปะกง” หรือ “ปลาเสือตอน้ำกร่อย”

นอกจากนี้แล้วยังมีชื่อเรียกอื่น อีก เช่น “ปลาลำพึง”, “ปลาลำพัง”, “ปลากะพงแสม” หรือ “ปลากะพงหิน” ฯลฯ
ปลากะพงลาย
Datnioides polota (Hamilton, 1822).jpg
สถานะการอนุรักษ์

ความเสี่ยงต่ำ (IUCN 3.1)1
การจำแนกชั้นทางด้านวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
อันดับ: Perciformes
ตระกูล: Datnioididae
สกุล: Datnioides
สปีชีส์: D. polota
ชื่อทวินาม
Datnioides polota
(Hamilton, 1822)
ชื่อพ้อง

ปลาเสือตอลายใหญ่
ปลาเสือตอลายใหญ่ (อังกฤษ: Siamese tigerfish, Finescale tigerfish) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Datnioides pulcher เป็นปลาที่อยู่ในตระกูลปลาเสือตอ (Datnioididae)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ลักษณะ
มีรูปร่างแบนข้าง ปากยาวสามารถยืดได้ ครีบก้นเล็กมีก้านครีบแข็ง 3 ชิ้น ครีบหลังแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นก้านครีบแข็งมีเงี่ยง 13 ชิ้น ตอนหลังเป็นครีบอ่อน พื้นลำตัวสีเหลืองน้ำตาลจนถึงสีส้มอมดำ มีแถบสีดำคาดขวางลำตัวในแนวเฉียงรวมทั้งสิ้นประมาณ 5–6 แถบ หรือ 7 แถบ โดยมีแถบเส้นที่ 3 เริ่มต้นที่ระหว่างก้านครีบแข็งของครีบหลังอันที่ 1 และ 2 (ซึ่งต่างจากปลาเสือตออินโดนีเซีย (D. microlepis) ซึ่งเคยรวมเป็นชนิดเดียวกัน ที่มีจุดเริ่มต้นของแถบเส้นที่ 3 ที่จุดเริ่มต้นของก้านครีบแข็งที่หลังอันที่ 1 พอดี3) ส่วนหัวมีลักษณะลาดเอียงมาก เกล็ดเป็นแบบสาก มีลักษณะนิสัยอยู่เป็นฝูงเล็กๆใต้น้ำ โดยมักจะอาศัยบริเวณใกล้ตอไม้หรือโพรงหินด้วยการอยู่ลอยตัวอยู่นิ่งๆหัวทิ่มลงเล็กน้อย หากินในเวลากลางคืน โดยกินอาหารแบบฉกงับ อาหารอาทิเช่น สัตว์น้ำขนาดเล็กและแมลงต่างๆมีขนาดลำตัวโตสุดประมาณ 40 ซม. น้ำหนักหนักได้ถึง 7 กิโล

พฤติกรรม
ปลาเสือตอลายใหญ่ พฤติกรรมในการกินอาหาร คือ มักจะกินเฉพาะอาหารที่มีชีวิตหรือเคลื่อนไหวได้เท่านั้น หากจะให้กินอาหารที่ตายจะต้องใช้ระยะเวลาในการฝึก น้อยรายมากที่จะฝึกให้กินอาหารเม็ดได้

การกระจายพันธุ์
อาศัยอยู่ตามแม่น้ำสายใหญ่ในภาคกลางของประเทศไทย เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำแม่กลอง, แม่น้ำท่าจีน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่น แม่น้ำโขงและสาขา ในต่างประเทศเจอที่กัมพูชาและเวียดนาม

โดยเฉพาะที่ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งพบได้มากที่สุด และเป็นที่ขึ้นชื่อมากเพราะมีรสชาติอร่อย กล่าวกันว่า ใครไปถึงบึงบอระเพ็ดแล้ว ไม่ได้กินปลาเสือตอ ถือว่าไปไม่ถึง แต่ปัจจุบัน ไม่มีรายงานการพบมานานแล้ว จนเชื่อว่าใกล้สูญพันธุ์จากธรรมชาติแล้วในประเทศไทย

การอนุรักษ์
ปลาเสือตอลายใหญ่เป็นปลาที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายในประเทศไทย เป็นสัตว์น้ำจืดคุ้มครองของกรมประมงร่วมกับปลาชนิดอื่น อีก 3 ชนิด (ปลาตะพัด (Scleropages formosus), ปลาหมูอารีย์ (Ambastaia sidthimunki) และก็ ปลาค้างคาวดอยอินทนนท์ (Oreoglanis siamensis)) ซึ่งหากใครจะค้าขายหรือเพาะเลี้ยงต้องได้รับการอนุญาตก่อน

เป็นปลาที่ได้รับความนิยมมากจากนักเลี้ยงปลาสวยงาม เพราะมีสีสันและลวดลายที่สวยงาม เมื่อเวลาล่าเหยื่อจะกางครีบทุกครีบ ก่อนจะฉก แม้จะมีราคาที่แพง เพราะหายาก ปลาที่มีขายในตลาดปลาสวยงามทุกวันนี้ นำเข้าจากประเทศกัมพูชาและเวียดนาม แม้ปัจจุบัน มีผู้เพาะพันธุ์ได้แล้วจากการผสมเทียม แต่ยังได้ผลไม่แน่นอนและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่ก็ยังมีความพยายามอยู่จากทั้งภาครัฐ4และเอกชน

หลวงมัศยจิตรการและ ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ ได้กล่าวถึงปลาเสือตอลายใหญ่ไว้ในปี พุทธศักราช 2503 ว่า

ปลาชนิดนี้มีรูปร่างและลายคล้ายปลาเสือ จึงได้ชื่อว่าเป็นปลาเสือไปด้วย แต่พ่นน้ำไม่ได้ เป็นปลาที่ทนทาน และสามารถเลี้ยงไว้ในอ่างแก้วได้ โดยให้เนื้อและกุ้งเป็นอาหาร นับว่าเป็นปลาที่สวยงามชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีผู้นิยมรับประทานเพราะเนื้อแน่นแสนอร่อย เฉพาะที่ปากน้ำโพ ปลาชนิดนี้ขายได้ราคาดี แต่นานๆจะมีมาตลาดสักคราวหนึ่ง