ผมเคยมอง “Little Women” เวอร์ชั่นปี 1994 ของผู้กำกับหญิง จิลเลียน อาร์มสตรอง ขอรับ นึกออกว่าในช่วงเวลานั้น วิโนนา ไรเดอร์ กำลังอยู่ในตอนพีคที่สุดในอาชีพดาราหนัง นางน่ารักน่าเอ็นดูแล้วก็มีเสน่ห์มากมายๆนอกเหนือจาก วิโนนา แล้ว หนังเรื่องนี้ก็ยังรวมดาราหนังที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง (ในช่วงเวลานั้น) มากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็น คริสเตียน เบลล์, แคลร์ เดนส์, คริสเตน ดันสต์ ซึ่งแต่ละคนก็เปลี่ยนมาเป็นดาราหนังชั้นแนวหน้าในเวลาถัดมาทั้งหมดทั้งปวง ยังไม่รวมอีกสองดาราหนังรุ่นใหญ่อย่าง ซูซาน ซาแรนดอน กับ เกเบรียล เบิร์น ที่ร่วมแสดงด้วย ถ้าหากจะให้กล่าวรวมๆก็คือ “Little Women” ในเวอร์ชั่นดังกล่าวเป็นหนังที่ใช้พลังของ วิโนนา ไรเดอร์ ได้อย่างครบถ้วนเลยล่ะขอรับ ผมนึกออกลางๆว่าดูเหมือนจะเป็นหนังที่เล่าถึงใจความสำคัญเกี่ยวกับเฟมินิสต์แล้วก็การแสดงให้มองเห็นถึงหน้าที่ของเพศหญิงอะไรอย่างนั้น

 

ปรากฏว่าผมหลงผิดอย่างแรงเลยขอรับ เนื่องจากว่าเมื่อได้มองดูหนังใหม่อีกรอบในเวอร์ชั่นปี 2020 (หรืออีก 26 ปีที่ล่วงเลยไป) ซึ่งตอนนี้ได้ผลหน้าที่การงานควบคุมของ เกรต้า เกอร์วิก ผู้กำกับหญิงรุ่นใหม่ กลายเป็นว่า “Little Women” นั้นกล่าวคนละเรื่องกับที่ผมนึกออกในช่วงเวลานั้นเลยขอรับ แต่ว่าประเด็นนั้นเอาไว้ก่อน ขอผมพูดถึง เกรต้า เกอร์วิก เสียหน่อยนึงก่อนเป็นเกอร์วิก นี่นับได้ว่าเป็นผู้กำกับหญิงมาที่มาแรงมากมายในช่วงเวลานี้เลยนะขอรับ นางสร้างชื่อจากหนังเรื่อง “Lady Bird” (2017) แล้วก็ก่อนหน้านั้นนางก็มีหน้าที่การแสดงที่น่าประทับใจมากมายๆในหนังของ ไมค์ มิลส์ เรื่อง “20th Century Women” (2016) เกอร์วิก ทำให้ผมระลึกถึงผู้กำกับหญิงรุ่นใหม่ (เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา) ที่เก่งแล้วก็มีความ “อินดี้” อีกคนอย่าง มิแรนด้า จูลาย เลยขอรับ น่าจับตาดูเป็นอย่างยิ่งว่าในฐานะผู้กำกับ (แล้วก็/หรือ ดาราหนัง) เกอร์วิกจะโลดแล่นไปได้ไกลมากแค่ไหน

 

เอาละ ต่อไปนี้กลับมาที่ “Little Women” ของเกอร์วิก ซึ่งในช่วงเวลาที่เวอร์ชั่นของ จิลเลียน อาร์มสตรอง ออกฉายนั้นนางเพิ่งจะมีอายุเพียงแค่ 11 ขวบแค่นั้นกันบ้าง อย่างที่บอกไปขอรับว่าผมหลงผิดอย่างแรงที่ในช่วงเวลานั้นดันไปมีความคิดว่าหนังเรื่องนี้มันกล่าวถึงเรื่องหน้าที่ของเพศหญิง สิทธิสตรีเพียงอย่างเดียว (ขอรับ ผมทึ่มเอง ทั้งๆที่ตัวนิยายต้นฉบับของ ลุยซ่า เมย์ อัลคอทท์ เขาก็มีให้อ่านผมก็ดันมิได้อ่านเสียอีก) เพราะว่าโดยความเป็นจริงแล้ว ภายหลังที่ดูจบผมก็เลยรู้เรื่องว่า “Little Women” มันเป็นหนัง coming-of-age ต่างหากขอรับ แถมดีเยี่ยมเสียด้วย

 

“Little Women” ที่เกอร์วิก ซึ่งพ่วงตำแหน่งเขียนบทภาพยนตร์ด้วยนั้นได้ฉายให้เห็นภาพการเปลี่ยนผ่านเติบโตจากเด็กสู่การเป็นผู้ใหญ่ของสาวน้อยสี่คนที่เชื้อสาย มาร์ช ทั้งยัง เม็ก, โจ, เอมี แล้วก็ เบ็ธ สี่ญาติพี่น้องที่แต่ละคนมีความฝันอันแสนงดงามแตกต่างออกไป แต่ว่าความฝันพวกนั้นก็ราวกับน้ำค้างช่วงเวลาเช้าๆนั่นแหละขอรับ พอเพียงพบเรื่องจริงแล้วก็ข้อจำกัดต่างๆของชีวิตที่เปรียบได้กับแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาสายรุกรานแผดเผา น้ำค้างในนามของความฝันมันก็แห้งเหือดไปท้ายที่สุด… ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ล่ะขอรับ

 

การยินยอมรับความเป็นจริง ประจันหน้ากับความเจ็บ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของที่ล้ำค่าของตนเองเพื่อคนอื่นๆ พวกนี้เป็นสิ่งที่ชีวิตใจดำหยิบยื่นให้ ถึงแม้ไม่มีผู้ใดต้องการเจอะเจอแต่ว่าก็ยากที่จะเลี่ยงได้ขอรับ อีกทั้งสี่ญาติพี่น้องเองก็เลี่ยงมิได้เช่นเดียวกัน พวกนางประจันหน้า ประสานมือก้าวผ่านปัญหาต่างๆไปร่วมกัน ผ่านทั้งรักทั้งชิงชัง ผิดหวัง แพ้ แต่ว่าทั้งผองก็ยังเป็นญาติพี่น้องที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปตลอดชีวิต เป็นความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ตาย ขายไม่ขาด

 

นี่เป็นสิ่งที่ผมศึกษาและทำการค้นพบเพิ่มเติมอีกจากใจความสำคัญเรื่องเฟมินิสต์เมื่อ 26 ปีก่อนขอรับ

 

และคงจะเลี่ยงมิได้เช่นเดียวกันที่จะจำเป็นต้องกล่าวถึง เซอร์ชา โรแนน ในหน้าที่ของ โจ มาร์ช ซึ่งเป็นตัวละครผู้เป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง ถ้าหาก วิโนนา ไรเดอร์ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของ “Little Women” เวอร์ชั่น อาร์มสตรอง ผมว่า การแสดงรวมทั้งเสน่ห์ของ เซอร์ชา โรแนน ในเวอร์ชั่นของ เกอร์วิก ก็ทำเป็นไม่แพ้กัน โรแนน ส่องประกาย โอบอุ้มหนังอีกทั้งเรื่องไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ดีไม่ดีบางครั้งก็อาจจะดีมากกว่า เวอร์ชั่นของ วิโนนา ไรเดอร์ ถ้าหากดูในด้านของเคมีที่นางมีกับผู้แสดงล้อมรอบอย่าง เอ็มมา วัตสัน, ฟลอเรนซ์ พิวก์, ทิโมธี ชาลาเม่ต์, ลอร่า เดิร์น หรือแม้กระทั้ง หลุยส์ การ์เรล ซึ่งมีบทน้อยมาก แต่ว่าเป็นดารานำชายของเรื่องอย่างยิ่งจริงๆ นึกออกว่า ดารานำชายในปี 1994เป็นกาเบรียล เบิร์น แม้ว่าจะเป็นดาราหนังที่มีเสน่ห์มากมายแต่ว่าเมื่อมาเกาะติดกับ วิโนนา ไรเดอร์ แล้วผมรู้สึกราวกับคุณอาเคลมเด็กผู้หญิงยังไงพิลึกน่ะขอรับ

 

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็จำเป็นต้องชูให้เป็นเครดิตของ เกรต้า เกอร์วิก ขอรับที่ประสมประสานเคมีของดาราหนังแต่ละคน ให้กลมกล่อมละมุนละไม ดูแล้วน่าเชื่อ มั่นใจว่าในความเกี่ยวข้องของญาติพี่น้อง มันไม่เคยมีสักหนึ่งครั้งที่คนไหนจะเป็นผู้ร้ายหรือเป็นคนดีไปเสียหมด มั่นใจว่าในความเกี่ยวข้องระหว่างเพื่อนพ้องมันไม่มีเส้นแบ่งไหนที่ชัดแจ้งมากพอที่จะทำให้คนมีใจให้กันไม่คิดทดลองก้าวผ่านไป มั่นใจว่าในหน้าที่ทางด้านสังคมมันไม่สมควรมีคนไหนมาสรุปได้ว่าคุณประโยชน์ของเพศหญิงเป็นอย่างไร และไม่ควรเป็นอย่างมากที่ผู้ที่จะกำหนดคุณประโยชน์นั้นเป็นเพศชาย

 

“Little Women” เป็นหนังที่ดีกลมกล่อมละมุนละไมมากเรื่องหนึ่งขอรับ ชี้แนะให้ไปดูกันนะขอรับ